"ไทย" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ไทย (แก้ความกำกวม)
ราชอาณาจักรไทย | |
|---|---|
| เมืองหลวง และเมืองใหญ่สุด | กรุงเทพมหานคร 13°45′N 100°29′E |
| ภาษาราชการ | ไทย[1] |
| ภาษาถิ่น | |
| กลุ่มชาติพันธุ์ (2562)[2] |
|
| ศาสนา (2566)[3] | |
| เดมะนิม | ชาวไทย |
| การปกครอง | รัฐเดี่ยว ระบบรัฐสภา ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ[a] |
| พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว | |
| อนุทิน ชาญวีรกูล | |
| สภานิติบัญญัติ | รัฐสภา |
• สภาสูง | วุฒิสภา |
• สภาล่าง | สภาผู้แทนราษฎร |
| สถาปนา | |
| พ.ศ. 1792 – พ.ศ. 1981 | |
| พ.ศ. 1893 – 7 เมษายน พ.ศ. 2310 | |
| 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 – 6 เมษายน พ.ศ. 2325 | |
| 6 เมษายน พ.ศ. 2325 | |
| 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 | |
| 6 เมษายน พ.ศ. 2560 | |
| พื้นที่ | |
• รวม | 513,120 ตารางกิโลเมตร (198,120 ตารางไมล์) (อันดับที่ 50) |
| 0.4 (2,230 ตารางกิโลเมตร) | |
| ประชากร | |
• 2566 ประมาณ | 71,715,119[4] (อันดับที่ 20) |
• สำมะโนประชากร 2553 | 64,785,909[5] (อันดับที่ 21) |
| 132.1 ต่อตารางกิโลเมตร (342.1 ต่อตารางไมล์) (อันดับที่ 88) | |
| จีดีพี (อำนาจซื้อ) | 2567 (ประมาณ) |
• รวม | |
• ต่อหัว | |
| จีดีพี (ราคาตลาด) | 2567 (ประมาณ) |
• รวม | |
• ต่อหัว | |
| จีนี (2564) | ปานกลาง |
| เอชดีไอ (2566) | สูง · อันดับที่ 76 |
| สกุลเงิน | บาท (฿) (THB) |
| เขตเวลา | UTC+7 (ICT) |
| รูปแบบวันที่ | วว/ดด/ปปปป (พ.ศ.) |
| ขับรถด้าน | ซ้ายมือ |
| รหัสโทรศัพท์ | +66 |
| รหัส ISO 3166 | TH |
| โดเมนบนสุด | |
ประเทศไทย หรือชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรไทย เดิมเรียกว่า สยาม (ใช้จนถึง พ.ศ. 2482) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ มีพรมแดนทางบกติดกับประเทศพม่าทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ ประเทศลาวทางทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศกัมพูชาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศมาเลเซียทางทิศใต้ ส่วนทางทะเลเชื่อมกับอ่าวไทย และ ทะเลอันดามัน รวมถึงมีพรมแดนทางทะเลร่วมกับ ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศอินเดีย ประเทศไทยมีประชากรเกือบ 66 ล้านคน[9] พื้นที่ประมาณ 513,115 ตารางกิโลเมตร (198,115 ตารางไมล์)[10] และมี กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุด[11]
หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่ามนุษย์อาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบันมาตั้งแต่ประมาณ 40,000 ปีก่อน กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมได้แก่ ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวมลายู ขณะที่ชาวไทมีทฤษฎีว่าอาศัยอยู่ในแถบเดียนเบียนฟู ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 และเริ่มเข้ามาในอาณาเขตประเทศไทยปัจจุบันระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 8–10 แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไท ในยุคประวัติศาสตร์กลาง มีการตั้งอาณาจักรสำคัญ ได้แก่ อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรล้านนา และอาณาจักรอยุธยา อาณาจักรสุโขทัยถือเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย ขณะที่อาณาจักรอยุธยา ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 1893 และรุ่งเรืองจนกลายเป็นประเทศอำนาจนำภูมิภาคแทนจักรวรรดิเขมร การติดต่อกับยุโรปเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2054 เมื่อคณะผู้แทนชาวโปรตุเกสเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา อาณาจักรอยุธยารุ่งเรืองสูงสุดจนถูกทำลายสิ้นเชิงในการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง โดยกองทัพอาณาจักรพม่าภายใต้ราชวงศ์โก้นบองใน พ.ศ. 2310
หลังการล่มสลายของอาณาจักรอยุธยา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมแผ่นดินและสถาปนาอาณาจักรธนบุรี ซึ่งมีอายุเพียง 15 ปี ก่อนที่พระองค์จะถูกสำเร็จโทษโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสถาปนาอาณาจักรรัตนโกสินทร์ขึ้น พร้อมย้ายเมืองหลวงมายังกรุงเทพมหานครใน พ.ศ. 2325 ในช่วงยุคจักรวรรดินิยมในเอเชีย ประเทศสยามเป็นรัฐเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจยุโรป แม้ต้องยอมสละดินแดน, สิทธิทางการค้า และกฎหมายผ่านสนธิสัญญาไม่เสมอภาคหลายครั้ง ระบบการปกครองเปลี่ยนเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบรวมศูนย์อำนาจตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามได้ปรับตัวสู่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคจักรวรรดินิยมและเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งโดยเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร การเข้าร่วมครั้งนี้เป็นการตัดสินใจทางการเมืองเพื่อแก้ไขผลกระทบจากสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับชาติตะวันตก และช่วยเสริมสถานะระหว่างประเทศของสยามให้เท่าเทียมมากขึ้น
หลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร ประเทศสยามได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็นประเทศไทย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ซึ่งเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นในฝ่ายอักษะ แต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้แพ้สงคราม เนื่องจากขบวนการเสรีไทย ดำเนินนโยบาย "ประกาศสันติภาพ" และฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับการประกาศดังกล่าว ทำให้ไทยหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในฐานะผู้แพ้สงครามเช่นเดียวกับรัฐฝ่ายอักษะอื่น ๆ ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยกลายเป็นพันธมิตรหลักนอกเนโทของสหรัฐอเมริกา และมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ทั้งในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และสงครามตัวแทนอื่น ๆ พร้อมทั้งเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีโต้) แม้ว่าจะมีช่วงสั้น ๆ ของประชาธิปไตยเสรีนิยมในทศวรรษ 1970 และ 1990 ประเทศไทยยังคงสลับระหว่างระบอบประชาธิปไตยและเผด็จการทหารอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่ทศวรรษ 2000 ประเทศไทยประสบความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร (ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2544–2549) ซึ่งนำไปสู่การรัฐประหารใน พ.ศ. 2549 และใน พ.ศ. 2557 ปัจจุบันประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และมีรัฐบาลผสมภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 รวมถึงการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. 2563–2564 ซึ่งมีข้อเรียกร้องด้านประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ โครงสร้างรัฐธรรมนูญปัจจุบันยังคงเปิดโอกาสให้กองทัพไทยมีบทบาททางการเมืองโดยพฤตินัย[12] อีกทั้งประเทศไทยยังประสบปัญหาความตึงเครียดตามแนวชายแดนจากวิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2551–2554 ต่อเนื่องถึงวิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทดินแดนและการปะทะระหว่างกำลังทหารของทั้งสองประเทศ
ปัจจุบันประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะประเทศกำลังพัฒนาและมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีสถานะเป็นรัฐเดี่ยวปกครองด้วยระบบรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีรัฐสภาซึ่งใช้ระบบสภาคู่ ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาซึ่งสมาชิกมาจากการเลือกกันเอง ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ เป็นพันธมิตรหลักนอกเนโทของสหรัฐอเมริกา และเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รวมถึงการเป็นหนึ่งในประเทศอำนาจนำภูมิภาค กองทัพไทยได้รับการจัดว่าเป็นหนึ่งในกองทัพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 23 ของโลกตามภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อ อยู่ในอันดับที่ 29 ตามผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ โดยภาคการผลิต เกษตรกรรม และการท่องเที่ยวเป็นภาคเศรษฐกิจหลัก[13][14]
ชื่อเรียก

ชาวต่างชาติเรียกอาณาจักรอยุธยาว่า "สยาม" เมื่อราวปี 2000[15]: 73 ยอร์ช เซเดส์ นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เขียนว่ามีการพาดพิงทาสหรือเชลยศึกซีเอม (Syam) ในจารึกอาณาจักรจามปาในคริสต์ศตวรรษที่ 11[16]: 190–191, 194–195 ทว่าคนไทยไม่เคยเรียกตนเองว่า "สยาม" หรือ "ชาวสยาม" เลย[17] ส่วนคำว่า "คนไทย" นั้น จดหมายเหตุลาลูแบร์ได้บันทึกไว้ชัดเจนว่า ชาวอยุธยาเรียกตนเองเช่นนั้นมานานแล้ว[15]: 217
เดิมประเทศไทยเคยใช้ชื่อว่า "สยาม" มาแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยปรากฏใช้เป็นชื่อประเทศชัดเจนใน พ.ศ. 2399[18] ต่อมา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม ฉบับที่ 1 เปลี่ยนชื่อประเทศ พร้อมกับเรียกประชาชน และสัญชาติจาก "สยาม" มาเป็น "ไทย" ซึ่งแปลกต้องการบอกว่าดินแดนนี้เป็นของชาวไทยมิใช่ของเชื้อชาติอื่นตามลัทธิชาตินิยมในเวลานั้น[19]: 57–8 ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อประเทศกลับเป็นสยามอีกช่วงสั้น ๆ ใน พ.ศ. 2488 และเปลี่ยนกลับมาใช้ว่าไทยอีกครั้งใน พ.ศ. 2491 ซึ่งเป็นช่วงสมัยรัฐบาลที่แปลกกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้ยังเปลี่ยนจาก "Siam" ในภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส เป็น "Thaïlande" ในภาษาฝรั่งเศส และ "Thailand" ในภาษาอังกฤษอย่างในปัจจุบัน[17] อย่างไรก็ตาม ชื่อ สยาม ยังคงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ
ในความหมายอย่างเคร่งครัด คำว่า "ไทย" หมายถึงประเทศไทยภายหลังการเปลี่ยนชื่อประเทศใน พ.ศ. 2482 โดยมีข้อยกเว้นช่วงสั้นระหว่างปี พ.ศ. 2488–2491 ที่กลับไปใช้ชื่อ "สยาม" ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ขณะที่ในความหมายกว้าง คำว่า "ไทย" อาจใช้เพื่อหมายถึงรัฐและราชอาณาจักรทั้งหลายซึ่งนักประวัติศาสตร์กระแสหลักถือว่าเป็นเมืองหลวงของชนชาติไทยตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัยสืบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์
ยุคก่อนประวัติศาสตร์

มีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีมนุษย์อยู่อาศัยในอาณาเขตประเทศไทยปัจจุบันอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคหินเก่าอย่างน้อยราว 20,000 ปี[21]: 4 พบหลักฐานการปลูกข้าวเก่าแก่สุดเมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล[20]: 4 ยุคสำริดเกิดขึ้นระหว่าง 1,250–1,000 ปีก่อนคริสตกาลโดยคาดว่ารับมาจากตอนใต้ของจีน[20]: 4 แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงในจังหวัดอุดรธานีจัดเป็นศูนย์การผลิตทองแดงและสำริดเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[22] ประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาลเริ่มปรากฏการใช้เหล็ก[20]: 5 อาณาจักรฟูนานเป็นอาณาจักรแรกสุดและทรงอำนาจที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจริญขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล[21]: 5 ต่อมา ชาวมอญอาศัยช่วงที่ฟูนันเสื่อมลงตั้งอาณาจักรของตน คือ อาณาจักรทวารวดีและอาณาจักรหริภุญชัยในคริสต์ศตวรรษที่ 6 ส่วนชาวขอมตั้ง จักรวรรดิขอมมีศูนย์กลางอยู่ที่อังกอร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 9[21]: 7 อาณาจักรตามพรลิงก์เป็นรัฐมลายูที่ควบคุมการค้าผ่านช่องแคบมะละกาที่ทรงอำนาจที่สุด เจริญขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 10[21]: 5
บรรพบุรุษของชาวไทยปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มชาวไทซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชียแผ่นดินใหญ่ โดยมีภาษาร่วมกัน[23]: 2 หลักฐานจีนบันทึกถึงชาวไทครั้งแรกในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล และมีแนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไทอยู่หลายแนวคิด[24]
อาณาจักรสุโขทัยและแคว้นต่าง ๆ

เมื่อจักรวรรดิเขมรและอาณาจักรพุกามเสื่อมอำนาจเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทำให้เกิดรัฐใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมากในเวลาไล่เลี่ยกัน อาณาจักรของชาวไทกินอาณาบริเวณตั้งแต่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดียปัจจุบันจนถึงทิศเหนือของลาว และลงไปถึงคาบสมุทรมลายู[23]: 38–9 ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13 มีประชากรชาวไทอาศัยอยู่มั่นคงในอดีตดินแดนแกนกลางของอาณาจักรทวารวดีและอาณาจักรลพบุรี จนถึงดินแดนนครศรีธรรมราช แต่ไม่มีบันทึกรายละเอียดการเข้ามาของชาวไท[23]: 50–1 ประมาณคริสต์ทศวรรษ 1240 (ประมาณปี 1780) พ่อขุนบางกลางหาวรวบรวมกำลังกบฏต่อเขมร และราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์สุโขทัยพระองค์แรก[23]: 52–3 อาณาจักรสุโขทัยแผ่ขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จรดน่านและหลวงพระบางทางทิศเหนือ นครศรีธรรมราชทางทิศใต้ พุกามและมะตะบันทางทิศตะวันตก[23]: 55 อย่างไรก็ดี อาณาเขตอันกว้างใหญ่นี้น่าจะเกิดจากการสวามิภักดิ์ของเจ้าท้องถิ่นมากกว่า[23]: 55–6 นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงประดิษฐ์อักษรไทย มีเครื่องดินเผาสวรรคโลกเป็นสินค้าออกสำคัญ แต่เสถียรภาพของอาณาจักรได้อ่อนแอลงภายหลังการสวรรคตของพระองค์ ในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) อาณาจักรรับอิทธิพลของศาสนาพุทธนิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์
ส่วนเหนือขึ้นไป พญามังรายซึ่งสืบราชสมบัติหิรัญนครเงินยางเชียงราว ทรงตั้งอาณาจักรล้านนาขึ้นใน ค.ศ. 1839 มีศูนย์กลางอยู่ที่เชียงใหม่ ทรงรวบรวมแว่นแคว้นขึ้นในแถบลุ่มแม่น้ำปิง พระมหากษัตริย์ล้านนาล้วนสืบเชื้อสายจากพระองค์ต่อเนื่องกันกว่าสองศตวรรษ และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการแต่งงานกับเจ้าเมืองต่าง ๆ จรดแม่น้ำน่านทางทิศตะวันออกและเหนือแม่น้ำโขงขึ้นไป[25]: 8 ส่วนบริเวณเมืองท่าบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีการตั้งสหพันธรัฐในบริเวณเพชรบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรีและอยุธยาในคริสต์ศตวรรษที่ 11[25]: 8
อาณาจักรอยุธยาและธนบุรี

อาณาจักรอยุธยากำเนิดจากอาณาจักรละโว้ (ลพบุรี) และแคว้นสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ที่อยู่ใกล้เคียง สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนาอาณาจักรอยุธยาใน พ.ศ. 1893 ในเขตเมืองอโยธยาเดิม[26]: 4 การปกครองของอาณาจักรอยุธยามีลักษณะเป็นเครือข่ายราชรัฐและจังหวัดบรรณาการที่สวามิภักดิ์ต่อพระมหากษัตริย์อยุธยาตามระบบมณฑล[27]: 355 เนื่องจากขาดกฎสืบราชสมบัติ เมื่อใดที่มีการผลัดแผ่นดินจะมีเจ้าหรือขุนนางทรงอำนาจยกทัพเข้าเมืองหลวงเพื่ออ้างสิทธิ์ทำให้เกิดการนองเลือดบ่อยครั้ง[28] การขยายอาณาเขตช่วงแรกอาศัยการพิชิตดินแดนและการอภิเษกทางการเมือง[26]: 17 ใน พ.ศ. 1912, 1931 และ 1974 อาณาจักรอยุธยายกทัพไปตีเมืองพระนคร (นครธม) เมืองหลวงของจักรวรรดิเขมร ได้ทั้งสามครั้ง[26]: 26 ทำให้อาณาจักรอยุธยาเป็นประเทศอำนาจนำภูมิภาคแทนจักรวรรดิเขมร การเข้าแทรกแซงสุโขทัยอย่างต่อเนื่องทำให้สุโขทัยตกเป็นประเทศราชและส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาตามลำดับ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปฏิรูปการปกครองใหม่ ซึ่งบางส่วนได้ใช้มาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[26]: 31 และทรงสถาปนาระบบศักดินา ก่อให้เกิดระบบไพร่ซึ่งเป็นแรงงานเกณฑ์ให้ราชการปีละหกเดือน[29]: 107 อย่างไรก็ดี การพยายามขยายอำนาจไปยังรัฐสุลต่านมะละกาทางใต้[21]: 11, 13 และอาณาจักรล้านนาไม่ประสบความสำเร็จ
การยึดครองมะละกาของโปรตุเกสใน พ.ศ. 2054 ทำให้กรุงศรีอยุธยาเริ่มติดต่อกับชาติตะวันตก[29]: 131 การชิงความเป็นใหญ่ระหว่างอาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรพม่าเหนือเชียงใหม่และมอญทำให้ทั้งสองขัดแย้งกัน[26]: 5 ขณะเดียวกัน ราชวงศ์ตองอูของพม่าเริ่มมีอำนาจมากขึ้น กระทั่งขยายดินแดนมายังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และพระเจ้าบุเรงนอง หลังจากนั้น กรุงศรีอยุธยาตกเป็นประเทศราชของพม่าใน พ.ศ. 2112[29]: 146–7 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้เวลา 15 ปีสร้างภาวะครอบงำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งหนึ่ง[25]: 11

จากนั้น กรุงศรีอยุธยายังมุ่งเพิ่มความสัมพันธ์กับชาติยุโรปต่อมาอีกหลายรัชกาล[29]: 164–5 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอยุธยารุ่งเรืองขึ้นอย่างมากในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส ฮอลันดา และบริเตน ผู้เดินทางชาวยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และ 17 ยกอาณาจักรอยุธยาว่าเป็นสามมหาอำนาจแห่งเอเชียร่วมกับจีนและอินเดีย[20]: ix อิทธิพลของชาวต่างชาติในกรุงศรีอยุธยาที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความเกลียดกลัวต่างชาติ จนลงเอยด้วยการปฏิวัติใน พ.ศ. 2231[29]: 185–6 อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์กับชาติยุโรปอื่นยังเป็นปกติและต่อมาบาทหลวงฝรั่งเศสก็กลับมามีอิสระในการเผยแผ่คริสต์ศาสนา[29]: 186
อาณาจักรอยุธยาเริ่มเสื่อมอำนาจลงราวพุทธศตวรรษที่ 24 รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศถือเป็น "สมัยบ้านเมืองดี" ในกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย[26]: 84 ความขัดแย้งภายในติด ๆ กันหลายรัชกาล และการสงครามกับราชวงศ์โก้นบอง จนส่งผลให้เสียกรุงครั้งที่สองใน พ.ศ. 2310 ซึ่งก่อนหน้านั้นกรุงศรีอยุธยาว่างเว้นจากศึกสงครามมากว่า 150 ปี[30]: 22 หลังจากนั้นบ้านเมืองแตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่ารวมทั้งสิ้น 5 ก๊ก ในปีเดียวกัน เจ้าตาก (ต่อมาเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ได้รวบรวมไพร่พลขับไล่พม่า และย้ายราชธานีมาอยู่ที่กรุงธนบุรี พระองค์ทรงรวบรวมแผ่นดินให้อยู่ภายใต้พระองค์ ด้านสงครามภายนอก กองทัพธนบุรีสามารถขับไล่พม่าออกจากล้านนาได้ใน พ.ศ. 2319[29]: 225 และยึดกรุงเวียงจันทน์ได้ใน พ.ศ. 2321[29]: 227–8 อาณาจักรธนบุรีมีอายุเพียง 15 ปีและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียว หลังเกิดความขัดแย้งช่วงปลายรัชกาล พระองค์และพระราชโอรสทั้งหลายทรงถูกสำเร็จโทษโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้สถาปนาอาณาจักรรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325
กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นและสมัยอาณานิคม
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กรุงรัตนโกสินทร์สามารถป้องกันการเข้าตีของพม่าครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2328 และยุติการบุกครองของพม่า ก่อนพระองค์สวรรคตสามารถสถาปนาอำนาจปกครองเหนือพื้นที่ไพศาลอันเป็นที่ตั้งของประเทศลาวและกัมพูชาปัจจุบัน[31] ใน พ.ศ. 2364 จอห์น ครอว์เฟิร์ด นักการทูตชาวสกอตแลนด์ ถูกส่งมาเจรจาความตกลงการค้าฉบับใหม่กับกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็นสัญญาณแรกของปัญหาที่จะครอบงำการเมืองสยามในคริสต์ศตวรรษที่ 19[32] ใน พ.ศ. 2369 กรุงเทพมหานครลงนามสนธิสัญญาเบอร์นี หลังสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่หนึ่งยุติลงด้วยชัยของอังกฤษ[29]: 281 ปีเดียวกัน เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ทรงก่อกบฏเพราะเข้าพระทัยว่าอังกฤษจะบุกกรุงเทพมหานคร แต่ถูกปราบปราม[29]: 283–5 ผลทำให้กรุงเวียงจันทน์ถูกทำลาย รวมทั้งมีการกวาดต้อนชาวลาวข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ในเขตที่ราบสูงโคราชจำนวนมาก[29]: 285–6 กรุงเทพมหานครยังทำสงครามแย่งชิงอิทธิพลเหนือกัมพูชากับญวน ทำให้กรุงเทพมหานครกลับมามีอิทธิพลเหนือกัมพูชาอีกครั้ง[29]: 290–2

ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 สยามพยายามทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ภายในราชอาณาจักรให้อยู่ในฐานะอาณานิคม[29]: 308 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยตระหนักถึงภัยคุกคามจากชาติตะวันตก ราชสำนักจึงติดต่อรัฐบาลอังกฤษโดยตรงเพื่อลดความตึงเครียด[29]: 311 ฝ่ายรัฐบาลอังกฤษส่งเซอร์จอห์น เบาริ่งเข้ามาทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งเป็นสนธิสัญญาไม่เสมอภาคฉบับแรก ๆ อันนำมาสู่การทำสนธิสัญญากับชาติอื่นด้วยเงื่อนไขที่คล้ายกัน หากก็นำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครและการค้าระหว่างประเทศ[33] การเสด็จสวรรคตอย่างกระทันหันของพระองค์ด้วยโรคมาลาเรียทำให้เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ สืบราชสมบัติทั้งที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์[29]: 327
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรวมศูนย์อำนาจ ตั้งสภาช่วยราชการ การเลิกทาสและไพร่อันเป็นการยกเลิกระบบแรงงานเกณฑ์[29]: 329–30 วิกฤตการณ์วังหน้าใน พ.ศ. 2417 ทำให้ความพยายามปฏิรูปต้องหยุดชะงัก[29]: 331–3 ในคริสต์ทศวรรษที่ 1870–1880 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้นโยบายผนวกหัวเมืองเหนือเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักร และต่อมาได้ขยายไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้[29]: 334–5 ใน พ.ศ. 2430 มีการตั้งกรมจำนวน 12 กรมซึ่งต่อมาเป็นกระทรวงต่าง ๆ[29]: 347 ใน พ.ศ. 2436 เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เนื่องจากความขัดแย้งกับฝรั่งเศสทำให้มีการเรียกร้องเอาดินแดนลาวฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง[29]: 350–3 ฝรั่งเศสและบริเตนตกลงให้สยามเป็นรัฐกันชนระหว่างเจ้าอาณานิคมทั้งสอง[34] ล่วงเข้าคริสต์ศตวรรษที่ 20 สยามมุ่งเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคตั้งแต่สนธิสัญญาเบาว์ริงรวมทั้งสิทธิสภาพนอกอาณาเขต แต่ต้องแลกมาด้วยการแลกเปลี่ยนดินแดนหลายครั้ง[29]: 358–9 ต่อมามีการเริ่มระบบมณฑลเทศาภิบาลซึ่งเป็นการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่[29]: 362–3 ใน พ.ศ. 2448 เกิดกบฏในหัวเมืองปัตตานีโบราณ อุบลราชธานี และแพร่เพื่อต่อต้านความพยายามลดทอนอำนาจของเจ้าผู้ปกครองท้องถิ่น[29]: 371–3
ใน พ.ศ. 2454 เกิดกบฏ ร.ศ. 130 ซึ่งคณะนายทหารพยายามล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์[29]: 397 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตอบโต้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อจนสิ้นรัชกาล[29]: 402 ทรงเผยแพร่แนวพระราชดำริว่าด้วยชาติไทย[29]: 404 ใน พ.ศ. 2460 ราชสำนักสยามเล็งเห็นว่าการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอาจก่อให้เกิดประโยชน์ในการเลิกสนธิสัญญาไม่เสมอภาค จึงประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรและประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลางในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460[35]: 407 ผลทำให้สยามได้เข้าร่วมการประชุมสันติภาพที่แวร์ซายโดยชาติตะวันตกยอมแก้ไขสนธิสัญญาในช่วง พ.ศ. 2463–2469 ให้สยามได้รับอิสระในการจัดเก็บภาษีอากรและยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต[35]: 408–9
ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ สงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเย็น

สืบเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจอันรุนแรงภายหลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยในขณะนั้น ราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศตกต่ำลงอย่างรุนแรง รายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการลดลง ประกอบกับรัฐบาลในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ลดรายจ่ายภาครัฐอย่างมากเพื่อประคับประคองฐานะการคลัง ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่อภิชนและขุนนางผู้มีบทบาททางเศรษฐกิจและการเมือง[21]: 25 ความไม่พอใจดังกล่าวสะสมจนถึงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย โดยมีผลให้คณะราษฎรเข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างเป็นทางการ และเป็นจุดเริ่มต้นของระบบรัฐสมัยใหม่ที่มีการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลตามหลักรัฐธรรมนูญ
ในปลายปี พ.ศ. 2476 ได้เกิดกบฏบวรเดช ซึ่งเป็นความพยายามของฝ่ายอนุรักษนิยมและกองกำลังที่ภักดีต่อพระมหากษัตริย์ที่ต้องการฟื้นฟูระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างไรก็ตาม กบฏดังกล่าวถูกปราบปรามลงโดยกองกำลังรัฐบาลภายใต้การนำของคณะราษฎร[29]: 446–8 การกบฏครั้งนี้มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐบาลคณะราษฎร เนื่องจากใน พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำริไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายและอุดมการณ์ของรัฐบาล ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการเมือง และในที่สุดพระองค์ทรงมีพระราชตัดสินพระทัยสละราชสมบัติใน พ.ศ. 2478 ภายหลังสภาผู้แทนราษฎรจึงมีมติเลือกพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งในขณะนั้นทรงดำรงพระราชอิสริยยศพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขณะทรงศึกษาวิชาการอยู่ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ให้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ[29]: 448–9
ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2481 จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลเผด็จการทหารของเขาจัดการความนิยมของรัฐบาลด้วยการควบคุมและตรวจพิจารณาสื่อ มีการจับนักโทษการเมืองและนักเคลื่อนไหวต่อต้านราชวงศ์อย่างเปิดเผย[35]: 455, 457 ภายในปีแรก รัฐบาลออกกฎหมายต่อต้านชาวจีนหลายฉบับ และสงวนบางอาชีพให้เฉพาะชาวไทยซึ่งเป็นความคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ออกรัฐนิยม 12 ประการ รวมทั้งการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" เพื่อเน้นย้ำความเป็นชาติที่มีเอกราชและความเป็นหนึ่งเดียวของชนชาติไทย และควบคุมวิถีชีวิตประจำวันต่าง ๆ โดยอ้างว่าเพื่อให้ต่างประเทศมองว่าไทยเป็นรัฐสมัยใหม่ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ได้เกิดกรณีพิพาทอินโดจีนอันเป็นสงครามขนาดย่อมระหว่างฝรั่งเศสเขตวีชีกับไทย ถึงแม้จะแพ้ในยุทธนาวีเกาะช้าง แต่ทางบกสามารถยึดดินแดนได้ จนญี่ปุ่นเข้ามาเป็นตัวกลาง โดยมีการบรรลุอนุสัญญายกดินแดนลาวและกัมพูชาบางส่วนให้ไทย[35]: 462 หลังจากนั้นประเทศไทยเตรียมรับศึกญี่ปุ่น แต่สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาต่างไม่สามารถช่วยรักษาความมั่นคงของไทยได้[35]: 462–3
วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นได้เคลื่อนทัพเข้ามาในประเทศไทย มีการปะทะกับญี่ปุ่นหลายจุด รัฐบาลไทยเห็นว่าการขัดขืนเปล่าประโยชน์ จึงสั่งหยุดยิง ยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทางผ่านประเทศไทยโดยแลกกับให้ญี่ปุ่นยอมรับเอกราชของไทย[35]: 463, 465 ภายหลังการสู้รบสั้น ๆ รัฐบาลไทยได้ลงนามในข้อตกลงเป็นพันธมิตรทางทหารกับจักรวรรดิญี่ปุ่นในฝ่ายอักษะ และต่อมาได้ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร รวมถึงสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร[29]: 465 อย่างไรก็ดี มีการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อต่อต้านการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่น รักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไทย[29]: 465–6 ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2485 แปลกนำกำลังเข้ายึดครองรัฐฉานของพม่า สถาปนาเป็นสหรัฐไทยเดิม ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังมอบดินแดนมลายูแก่ไทยด้วย[35]: 466–7 อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นเริ่มเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำใน พ.ศ. 2487 ไทยประสบปัญหาขาดแคลนสินค้าจำเป็น การเพิ่มภาษีและเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ทั้งยังเผชิญกับการทิ้งระเบิดทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร[35]: 467–8 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487 แปลกแพ้มติในสภาผู้แทนราษฎรจึงลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน[35]: 470 ช่วงปลายสงคราม รัฐบาลไทยพยายามอย่างยิ่งที่จะให้รอดพ้นจากข้อเรียกร้องของฝ่ายสัมพันธมิตร โดยพยายามเสนอขบวนการเสรีไทยในประเทศให้ฝ่ายสัมพันธมิตรใช้เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น และไทยพึ่งความสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา[35]: 472–3 ภายหลังการยอมจำนนของญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้เหตุผลว่าการประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรไม่ชอบด้วยกฎหมาย และปฏิเสธข้อตกลงทั้งหมดระหว่างรัฐบาลแปลกกับญี่ปุ่น ด้านควงลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะไปมีส่วนกับญี่ปุ่นระหว่างสงคราม[35]: 473–4 สุดท้าย มีการบรรลุความตกลงสมบูรณ์แบบ ซึ่งไทยตกลงคืนดินแดนที่ได้มาระหว่างสงครามแก่รัฐเดิม พร้อมกับขายข้าวให้สหราชอาณาจักร เพื่อแลกกับการได้รับเสียงสนับสนุนให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ
ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรเสด็จสวรรคตอย่างเป็นปริศนาในพระบรมมหาราชวัง เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจและความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จขึ้นทรงราชย์สืบต่อมา ภายหลังไม่นานได้เกิดรัฐประหาร พ.ศ. 2490 โดยคณะทหารแห่งชาติและกลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยม ส่งผลให้คณะราษฎรหมดอำนาจทางการเมืองลงอย่างสมบูรณ์ ประเทศไทยเข้าสู่ยุคการเมืองที่มีลักษณะเป็น "การเมืองสามเส้า" ระหว่างผู้นำทางทหาร ได้แก่แปลก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งต่างฝ่ายต่างคานอำนาจระหว่างกัน
ต่อมาใน พ.ศ. 2497 ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีโต้) ทำให้ประเทศกลายเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา[29]: 493 และใน พ.ศ. 2500 ได้เกิดรัฐประหารโดยกลุ่มนายทหารฝ่ายกษัตริย์นิยมและอนุรักษนิยม ซึ่งมีสฤษดิ์เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ สฤษดิ์ได้ปกครองประเทศในลักษณะเผด็จการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ และสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบการปกครองของตนโดยเน้นย้ำพระราชสถานะในฐานะสมมติเทพของพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งเชื่อมโยงความจงรักภักดีของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ากับการสนับสนุนรัฐบาล[29]: 511 รัฐบาลชุดนี้ยังมุ่งพัฒนาประเทศในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และการศึกษา[29]: 514 อีกทั้งใน พ.ศ. 2504 เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้ามามีส่วนร่วมในสงครามเวียดนาม ก็ได้มีการทำสัญญาลับระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาให้คำมั่นในการคุ้มครองประเทศไทยในกรณีเกิดภัยคุกคาม[29]: 523
สงครามเวียดนามเป็นตัวเร่งสำคัญให้สังคมไทยเข้าสู่กระบวนการทำให้ทันสมัยและได้รับอิทธิพลตะวันตกอย่างกว้างขวาง มีการอพยพแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมืองเพื่อหางานทำ ชาวนาในชนบทเกิดสำนึกทางชนชั้นและเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา[29]: 528 ขณะเดียวกัน การพัฒนาทางเศรษฐกิจและระบบการศึกษาในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ก่อให้เกิดชนชั้นกลางใหม่ที่มีการศึกษาและมีรายได้สูงพอที่จะลงทุนด้านการศึกษาของบุตรหลาน และมีศักยภาพในการเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม[29]: 534
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองของนิสิตนักศึกษาและชนชั้นกลางเมือง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2514 ได้มีการชุมนุมใหญ่ต่อต้านการปกครองในระบอบเผด็จการของจอมพล ถนอม กิตติขจร ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก[29]: 541–3 เหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่า "เหตุการณ์ 14 ตุลา" อันเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริแต่งตั้งสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนับเป็นการที่พระมหากษัตริย์เสด็จเข้ามามีบทบาททางการเมืองโดยตรงเป็นครั้งแรกนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 ผลของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2514 ทำให้เกิดระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบรัฐสภาช่วงสั้น ๆ ที่ต่อมานักวิชาการเรียกว่า "ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน" อันเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยได้สัมผัสประสบการณ์ของการเมืองแบบเสรีนิยมและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวาง
ร่วมสมัย
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 มีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รวมทั้งการแพร่หลายของวรรณกรรมคอมมิวนิสต์[29]: 544, 546 ในช่วงนั้นรัฐบาลผสมหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชไม่มั่นคงและคอมมิวนิสต์ชนะทั้งในเวียดนาม ลาวและกัมพูชา[29]: 547 ราชวงศ์ ชนชั้นนำและชนชั้นกลางจำนวนมากมองว่านักศึกษาฝ่ายซ้ายถูกคอมมิวนิสต์ชี้นำ ทำให้มีการสนับสนุนองค์การฝ่ายขวาต่าง ๆ[29]: 548 ปลายปี พ.ศ. 2519 เกิดการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใน "เหตุการณ์ 6 ตุลา"[29]: 548–9 เป็นการปิดฉากการทดลองทางประชาธิปไตย กองทัพกลับเข้ามามีอำนาจ และการแสดงออกถูกปิดกั้น[29]: 549 หลังจากนั้น รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร "กลับไปใช้อำนาจนิยมยิ่งกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์"[29]: 552 นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายหนีเข้าป่าหรือออกนอกประเทศจำนวนมาก รัฐบาลเริ่มเสียการสนับสนุนจากกองทัพ จนมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2520[29]: 552–3 รัฐบาลใหม่ซึ่งมีเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาผู้ลี้ภัยและการปะทะตามชายแดนกับเวียดนามทำให้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน[23]: 553–4
การสู้รบกับคอมมิวนิสต์ยุติลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อปี พ.ศ. 2523[19]: 60 รัฐบาลสามารถนำผู้ก่อการกำเริบกลับเข้าสู่สังคมและจัดการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2526[29]: 557 เปรมเป็นนายกรัฐมนตรีแปดปีในระบอบ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ซึ่งมีสภาผู้แทนราษฎรที่สมาชิกมาจากการเลือกตั้งและวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้ง ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ. 2531 ได้แก่ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เขาดูแลกองทัพที่เป็นพวกของตน ทำให้กองทัพอีกฝ่ายยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 นำโดยพลเอก สุจินดา คราประยูร ทีแรกเขาให้สัญญาว่าจะไม่รับอำนาจทางการเมืองแต่สุดท้ายเขาตระบัดสัตย์และเข้าเป็นหัวหน้ารัฐบาลใหม่[23]: 572–3 ทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาล เกิดการสลายการชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิต เรียกเหตุการณ์นี้ว่า "พฤษภาทมิฬ" พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รับสั่งให้สุจินดาและจำลอง ศรีเมือง แกนนำผู้ประท้วง เข้าเฝ้า หลังจากนั้นสุจินดาก็ลาออก
ปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤตการณ์การเงินที่เรียกว่า "วิกฤตต้มยำกุ้ง" ยุติการเติบโตทางเศรษฐกิจ 40 ปีติดต่อกัน[36]: 3 ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลง[29]: 576 รัฐบาลชวน หลีกภัยทำข้อตกลงกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ แต่ปัญญาชนหลายคนโจมตีว่าเป็นกองทุนช่วยเหลือคนรวย และไม่สนใจการฉ้อราษฎร์บังหลวง[29]: 576 ต่อมา ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งทั่วไปปี 2544 นโยบายของเขาประสบความสำเร็จในการลดความยากจนในชนบท[37] และริเริ่มระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า[38] ซึ่งทำให้เขาได้รับฐานเสียงขนาดใหญ่ในหมู่คนยากจน[39] ใน พ.ศ. 2547 เกิดคลื่นสึนามิพัดถล่มภาคใต้และเริ่มต้นความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้อีกครั้ง ใน พ.ศ. 2548 ทักษิณชนะการเลือกตั้งทั่วไปอย่างถล่มทลายและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สอง โดยมีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุดเป็นประวัติการณ์[40] ตั้งแต่ปลายปี 2548 เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้นโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประท้วงขับไล่เขาออกจากตำแหน่ง สุดท้ายมีรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณในเดือนกันยายน 2549 รัฐบาลทหารปกครองประเทศหนึ่งปีจนมีการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2550
พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปใน พ.ศ. 2550 และจัดตั้งรัฐบาล ต่อมา พธม. จัดการชุมนุมใหญ่ใน พ.ศ. 2551 ซึ่งมีการปิดท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรครัฐบาล 3 พรรค หลังจากนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ ชุมนุมประท้วงรัฐบาลใน พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2553 ซึ่งครั้งหลังนี้ยุติลงด้วยการเข้าสลายการชุมนุมของทหารทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 70 คน ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 ผลปรากฏว่าพรรคเพื่อไทย นำโดยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ ชนะการเลือกตั้งและเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล ในปีเดียวกัน เกิดมหาอุทกภัย มีพื้นที่ประสบภัย 65 จังหวัด นับเป็น "อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดทั้งในแง่ของปริมาณน้ำและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ"[41]
ปลายปี พ.ศ. 2556 เกิดวิกฤตการณ์การเมืองรอบใหม่ มีสาเหตุหลักจากสภาผู้แทนราษฎรผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ[42] เกิดการชุมนุมประท้วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลได้ยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 แต่ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้เพิกถอนการเลือกตั้ง วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 กองทัพยึดอำนาจการปกครองประเทศ คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองพยายามจัดโครงสร้างการเมืองเพื่อสงวนอำนาจของอภิชน เพิ่มบทบาทและอำนาจของกองทัพขณะที่ลดอำนาจของประชาสังคมและการปกครองส่วนท้องถิ่นจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีการวางแผนปฏิรูปประเทศ 20 ปี และให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งเป็นผู้ดำเนินการ[43]: 281–2 ซึ่งทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคที่กองทัพชี้นำประชาธิปไตย[44] หลังพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2559 และเข้าสู่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กองทัพก้าวเข้ามาเป็นผู้ชี้นำการกระจายอำนาจและผลประโยชน์ในช่วงหลังเปลี่ยนรัชกาลใหม่[43]: 286 ต่อมาใน พ.ศ. 2560 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด หลังการลงประชามติเมื่อปีก่อน
หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ครองอำนาจยาวนานถึง 5 ปี 1 เดือน 3 สัปดาห์ 3 วัน คสช. ก็ยอมให้จัดการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562 ผลทำให้เกิดรัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ โดยได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภา ใน พ.ศ. 2563 เริ่มเกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในทั่วประเทศต่อต้านรัฐบาลประยุทธ์สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ ตลอดจนมาตรการรับมือการระบาดทั่วของโควิด-19 ของรัฐบาล ในการประท้วงนั้นมีข้อเสนอปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์[45] รวมทั้งมีกระแสสาธารณรัฐนิยมมากที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน[46]
ในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายทหารสองพรรค[ต้องการอ้างอิง] ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (อดีตหัวหน้า คสช.) เป็นอดีตประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค และพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ (อดีตรองหัวหน้า คสช.) เป็นหัวหน้าพรรค ส่งผลให้พรรคก้าวไกล (พรรคประชาชนในปัจจุบัน) ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจากการเลือกตั้งกลายเป็นพรรคฝ่ายค้าน เศรษฐา ทวีสิน ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 และทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับประเทศไทยภายหลังลี้ภัยทางการเมืองในต่างประเทศเป็นเวลากว่า 15 ปี[47]
ต่อมาในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถอดถอนเศรษฐาจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก "ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง" จากกรณีแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน ที่ขาดคุณสมบัติ เป็นรัฐมนตรี[48] แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของทักษิณ ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 สืบต่อ[49]
ต่อมาในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ถอดถอนแพทองธารออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีการรั่วไหลของบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างไทย–กัมพูชา สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยในรอบ 50 ปี เพื่อทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน ตามข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยทำไว้กับพรรคประชาชน[50]
ภูมิประเทศ
ประเทศไทยตั้งอยู่กลางคาบสมุทรอินโดจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังอยู่บนคาบสมุทรมลายูด้วย อยู่ระหว่างละติจูด 5° ถึง 21° เหนือ และลองจิจูด 97° ถึง 106° ตะวันออก มีพรมแดนด้านตะวันออกติดประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ทิศใต้เป็นแดนต่อแดนประเทศมาเลเซียและอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดทะเลอันดามันและประเทศพม่า และทิศเหนือติดประเทศพม่าและลาว มีแม่น้ำโขงกั้นเป็นบางช่วง ประเทศไทยมีพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร เป็นอันดับที่ 51 ของโลกและอันดับที่ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเซียและเมียนมาร์ ประเทศไทยมีอาณาเขตทางทะเล (maritime zone) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 กว่า 323,488 ตารางกิโลเมตร มีความยาวชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามันรวมถึงช่องแคบมะละกาตอนเหนือ รวมความยาวชายฝั่งทะเลในประเทศไทยทั้งสิ้น 3,148 กิโลเมตร[51]
ประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย ภาคเหนือเป็นพื้นที่ภูเขาสูงสลับซับซ้อน จุดสูงที่สุดในประเทศไทย คือ ดอยอินทนนท์ ณ 2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล[52] รวมทั้งยังปกคลุมด้วยป่าไม้อันเป็นต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของที่ราบสูงโคราช สภาพของดินค่อนข้างแห้งแล้งและไม่ค่อยเอื้อต่อการเพาะปลูก ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง มีแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำใหญ่ที่สุดในประเทศซึ่งเกิดจากแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านที่ไหลมาบรรจบกันที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ทำให้ภาคกลางเป็นภาคที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และถือได้ว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก[19]: 103 ภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของคาบสมุทรมลายู[53]: 22 ขนาบด้วยทะเลทั้งสองด้าน มีจุดที่แคบลง ณ คอคอดกระ แล้วขยายใหญ่เป็นคาบสมุทรมลายู ทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ส่วนภาคตะวันตกเป็นหุบเขาและแนวเทือกเขาซึ่งพาดตัวมาจากทางตะวันตกของภาคเหนือ
ภูมิอากาศ
ภูมิอากาศของไทยส่วนใหญ่เป็นแบบ "ภูมิอากาศร้อนชื้นเขตร้อนหรือสะวันนา" ตามการแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิปเปน[54] ส่วนปลายใต้สุดและตะวันออกสุดของประเทศมีภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน ประเทศไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 18–34 °C[55]
ประเทศไทยมี 3 ฤดูกาล ฤดูแรกเป็นฤดูฝนหรือฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม) ฝนตกหนักที่สุดในเดือนสิงหาคมและกันยายน[56]: 2 ฤดูหนาวหรือฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมีอากาศแห้งและอุณหภูมิไม่ร้อนมาก ยกเว้นภาคใต้ที่มีฝนตกหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน[56]: 2 ส่วนฤดูร้อนหรือฤดูก่อนมรสุมกินเวลาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคมซึ่งมีอากาศร้อน สำหรับภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ กลางและตะวันออกของประเทศไทย เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปี ปกติอุณหภูมิมักสูงถึง 40 °C ยกเว้นพื้นที่ชายฝั่ง ในทางตรงข้าม การพัดของลมเย็นจากประเทศจีนทำให้อุณหภูมิต่ำลง ซึ่งบางกรณีอาจเข้าใกล้หรือต่ำกว่า 0 °C ได้[56]: 3 ภาคใต้มีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกลางคืนและระหว่างฤดูกาลน้อยเนื่องจากอิทธิพลของทะเล[56]: 3
พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมีฝนตกเฉลี่ยทั้งปี 1,200 ถึง 1,600 มิลลิเมตร[56]: 4 แต่ในบางพื้นที่ที่เป็นฝั่งรับลมของภูเขา เช่น จังหวัดระนองและจังหวัดตราดมีปริมาณฝนกว่า 4,500 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนบริเวณแห้งแล้งคือฝั่งรับลมของหุบเขาภาคกลางและส่วนเหนือสุดของภาคใต้ซึ่งมีปริมาณฝนเฉลี่ยต่อปีน้อยกว่า 1,200 มิลลิเมตร[56]: 4 ในภาคใต้ ฝนตกหนักเกิดทั้งในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีมากสุดในเดือนกันยายนในฝั่งตะวันตก และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมในฝั่งตะวันออก[56]: 4
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโลกเดือด[57] มีอากาศร้อนในฤดูหนาว[58] รวมถึงมีปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 จากเอลนีโญ[59] ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะสุขภาพของประชากรไทยโดยรวม[60]
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งพืชและสัตว์อยู่มาก อันเป็นรากฐานอันมั่นคงของการผลิตในภาคเกษตรกรรม และประเทศไทยมีผลไม้เมืองร้อนหลากชนิด[19]: 103 พื้นที่ราว 29% ของประเทศเป็นป่าไม้ รวมไปถึงพื้นที่ปลูกยางพาราและกิจกรรมปลูกป่าบางแห่ง[61] ประเทศไทยมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากว่า 50 แห่ง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอีก 56 แห่ง โดยพื้นที่ 12% ของประเทศเป็นอุทยานแห่งชาติ (ปัจจุบันมี 110 แห่ง) และอีกเกือบ 20% เป็นเขตป่าสงวน[61] ประเทศไทยมีพืช 15,000 สปีชีส์ คิดเป็น 8% ของสปีชีส์พืชทั้งหมดบนโลก[62] ในประเทศไทย พบนก 982 ชนิด นอกจากนี้ ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และสัตว์เลื้อยคลานกว่า 1,715 สปีชีส์ซึ่งมีการบันทึก[63]
การลักลอบล่าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ยังเป็นปัญหาสำคัญ นักล่ามักฆ่าสัตว์อย่างเสือโคร่ง เสือดาวและแมวใหญ่อื่นเพื่อเอาหนัง มีการเลี้ยงหรือล่าสัตว์หลายชนิดรวมทั้งเสือโคร่ง หมี จระเข้และงูจงอางเพื่อเอาเนื้อ ประชากรช้างซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติลดจำนวนลงอย่างมีนัยสำคัญจากประมาณ 100,000 ตัวในปี 2393 เหลือเพียง 2,000 ตัวในปัจจุบัน[64] การล่าเพื่อเอางาและหนังยังคงเป็นปัญหาหลัก[65] รวมถึงการใช้แรงงาน และทารุณกรรมอย่างผิดกฏหมายในสถานที่ท่องเที่ยว[66] แม้การค้าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ผิดกฎหมาย แต่ตลาดนัดจตุจักรในกรุงเทพมหานครยังขึ้นชื่อเรื่องการขายสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อยู่[67]
นับได้ว่าประเทศไทยถูกจัดอยู่ในระดับปานกลาง หากแต่มีการปรับปรุงที่ดีขึ้นในดัชนีประสิทธิภาพสิ่งแวดล้อมโลก (EPI) โดยมีการจัดอันดับโดยรวม 91 ประเทศจาก 180 ประเทศในปี 2559 ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับแย่ที่สุด ได้แก่ คุณภาพอากาศ (167) ผลกระทบจากอุตสาหกรรมการเกษตร (106) และสภาพภูมิอากาศและพลังงาน (93) อันมีสาเหตุหลักจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงต่อกิโลวัตต์ตามชั่วโมงการผลิต อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังอยู่ในอันดับที่ดีในแง่การจัดการทรัพยากรน้ำ (66) โดยคาดว่าจะมีการปรับปรุงที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต รวมทั้งในด้านสุขาภิบาล (68)[68] ประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ยตามดัชนีความสมบูรณ์ของภูมิทัศน์ป่าไม้ประจำปี 2563 อยู่ที่ 6.00/10 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 88 จาก 172 ประเทศทั่วโลก[69]
การเมืองการปกครอง
ราชธานีของคนไทยแต่โบราณล้วนปกครองระบอบราชาธิปไตยตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยาเป็นต้นมา มีการรวมอำนาจปกครองในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นการสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบตะวันตก ครั้นวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
พระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงราชย์ตั้งแต่ปี 2559 ทรงถูกจำกัดพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญและมีสถานภาพเป็นประมุขแห่งรัฐในทางพิธีการ ทรงเป็นจอมทัพไทย กฎหมายบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงมีอำนาจแต่งตั้งรัชทายาท พระราชทานอภัยโทษ และพระราชทานพระบรมราชานุญาต อย่างไรก็ดี พระมหากษัตริย์ยังมีการแทรกแซงการเมืองไทยโดยตรงอยู่เป็นระยะ[b] และรัฐธรรมนูญยังเปิดช่องให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจวินิจฉัยได้ตามประเพณี พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ และความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงในประเทศ ทั้งนี้ มีผู้อธิบายพระราชอำนาจตามประเพณีหรือโดยพฤตินัยว่า "แม้ว่าพระราชอำนาจดังกล่าวจะมิได้บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตาม แต่ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เข้าใจตรงกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าเป็นพระราชอำนาจที่มีอยู่จริง และอาจกล่าวได้ว่าเป็นพระราชอำนาจส่วนที่สำคัญที่สุดในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน"[70]: 461 ทัศนคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของชาวไทยแตกต่างกันไปตามรัชกาล[71][72]
ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ นับเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในทวีปเอเชีย ประเทศไทยขาดเสถียรภาพทางการเมืองสูงและมีรัฐประหารหลายครั้ง รัฐธรรมนูญมักถูกเปลี่ยนโดยผลของรัฐประหาร ประเทศไทยมีรัฐประหารมากที่สุดในโลกในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย[73] ในปี 2558 "ประเทศไทยมีทหารหรืออดีตทหารเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศไทยเป็นเวลา 55 ปี จาก 83 ปีนับแต่ล้มสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475"[74] รัฐประหารครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2557 โดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งผลพวงจากเหตุการณ์นั้นทำให้เกิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564

ในทางพฤตินัย ปัจจุบันประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์การเมืองระบุว่าระบอบดังกล่าวมาจากการเลือกตั้งที่มีข้อบกพร่องและเป็นการสืบทอดอำนาจของกองทัพ[75] รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด ระบุว่า ประเทศไทยมีรูปแบบรัฐเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือใช้ว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยกำหนดรูปแบบองค์กรบริหารอำนาจทั้งสามส่วนดังนี้
- อำนาจนิติบัญญัติ มีรัฐสภาซึ่งใช้ระบบสภาคู่เป็นผู้ใช้อำนาจ ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 500 คนจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 400 คน แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน มีวาระ 4 ปี โดยการเลือกตั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2566 และวุฒิสภาซึ่งสมาชิกมาจากการเลือกกันเองจำนวน 200 คน มีวาระ 5 ปี โดยการเลือกล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2567 รัฐสภายึดระบบเวสต์มินสเตอร์ และใช้สัปปายะสภาสถานเป็นที่ประชุม
- อำนาจบริหาร มีนายกรัฐมนตรีเป็นประมุขแห่งอำนาจและเป็นหัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ตามมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีอื่นไม่เกิน 35 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรบริหารอำนาจ มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปีนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง
- อำนาจตุลาการ มีระบบศาล ซึ่งประกอบด้วยศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง เป็นองค์กรบริหารอำนาจ มีประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประมุขในส่วนของตน
กองทัพและอภิชนข้าราชการประจำควบคุมพรรคการเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จตั้งแต่ปี 2489 ถึงคริสต์ทศวรรษ 1980 (ประมาณปี 2523)[76]: 16 พรรคการเมืองในประเทศไทยส่วนใหญ่มีความเป็นสถาบัน (institutionalize) ต่ำและแทบทั้งหมดมีอายุสั้น[77]: 246 ระหว่างปี 2535–2549 ประเทศไทยมีระบบพรรคการเมืองเป็นแบบสองพรรคหลัก[77]: 245 และมีแนวโน้มเป็นระบบพรรคเดียว (พรรคไทยรักไทย) มากขึ้นจนถึงปี 2549[77]: 244
ในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 37 วันนับเป็นผู้บัญชาการทหารบกไทยคนที่ 11 ที่ได้ดำรงตำแหน่งหรือมีอำนาจเทียบเท่านายกรัฐมนตรี ก่อนที่รัฐสภาจะคืนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแก่ พลเอกประยุทธ์ในเวลาต่อมาถึงแม้จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 แต่รัฐบาลยังคงรักษาการต่อไปอีก ส่งผลให้ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568 "ประเทศไทยมีทหารหรืออดีตทหารเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศไทยเป็นเวลา 63 ปี 3 เดือน จาก 93 ปีนับแต่ล้มสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475[78]
อย่างไรจำนวนปีดังกล่าวไม่นับ ร้อยตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งไม่ได้เป็นทหารอาชีพถึงแม้ว่าจะมียศทางทหาร หลายตำราจึงให้เป็นนายกพลเรือนมากกว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากทหารหากนับจะเพิ่มเป็น 65 ปี 11 เดือน จาก 93 ปี จึงสรุปได้ว่าหากรวมอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีที่มียศทหารครองอำนาจร้อยละ 70 จากระยะเวลาทั้งหมด 93 ปี ทั้งนี้ยังมี บุคคลที่มียศ กองอาสารักษาดินแดน "ก่อน" ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีก 2 ราย ได้แก่ สมัคร สุนทรเวช และ อนุทิน ชาญวีรกูล อย่างไรก็ตามยศนายกองใหญ่เป็นยศที่ให้เป็นกรณีพิเศษสำหรับนายกรัฐมนตรีไทยทุกรายภายหลังได้รับตำแหน่ง
อนึ่ง ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร 11 รายซึ่งสามรายจากสิบเอ็ดรายเป็นพลเรือน อาทิ ธานินทร์ กรัยวิเชียร อานันท์ ปันยารชุน พจน์ สารสิน โดยได้รับตำแหน่งภายหลังรัฐประหาร ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นทหารหรืออดีตทหารที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการรัฐประหารด้วยเช่นกัน อาทิ พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ และ ร้อยตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
พรรคการเมืองซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้งตั้งแต่ปี 2544 จนกระทั่งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 ชัยชนะของพรรคที่ ทักษิณ ชินวัตร เป็นเจ้าของตลอด 22 ปี ได้พ่ายแพ้เป็นครั้งแรกโดยพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ
อย่างไรก็ตามพรรคที่ทักษิณเป็นเจ้าของได้จัดตั้งรัฐบาลโดยเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งเป็นพรรคทหารที่ก่อการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 สร้างความตกใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมากเนื่องจากพรรคการเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารกลับนำพรรคการเมืองที่มีส่วนในการรัฐประหารเชิญเข้าร่วมรัฐบาลและพร้อมเสนอตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่บุคคลสำคัญของพรรค นับเป็นการตระบัดสัตย์อีกครั้งหนึ่งของบุคคลที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงเพื่อที่จะได้คะแนนเสียงจากวุฒิสภาไทย ชุดที่ 12 ที่มาจากทหารในการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น
การแบ่งเขตการปกครอง
ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มีการจัดระเบียบราชการออกเป็นสามระดับ ได้แก่ ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น การปกครองส่วนภูมิภาคจัดระเบียบเป็น 76 จังหวัด โดยจังหวัดเป็นการแบ่งเขตการปกครองระดับบนสุด 878 อำเภอ 7,255 ตำบล[79] ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและปลัดอำเภอมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลกลาง จังหวัดล่าสุดของประเทศไทย คือ จังหวัดบึงกาฬซึ่งแยกจากจังหวัดหนองคายในปี 2554 ประเทศไทยมีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับตำบล เมืองและนครรวม 7,852 แห่ง[80] สำหรับกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ สำหรับปริมณฑลและภูมิภาคไม่ใช่การแบ่งเขตการปกครองตามกฎหมาย ทั้งนี้ มีการแบ่งประเทศไทยออกเป็น 4 ถึง 6 ภาค แล้วแต่แหล่งอ้างอิง
แผนที่ประเทศไทยแบบคลิกได้ เมื่อคลิกที่ชื่อจังหวัดแล้วจะลิงก์ไปบทความจังหวัดนั้น ๆ

การแบ่งจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทยออกเป็น 6 ภาค ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2478[81]
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
อาณาจักรโบราณของไทยมีความสัมพันธ์เป็นรัฐบรรณาการของจีน ส่วนความสัมพันธ์กับรัฐใกล้เคียงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่จะเน้นการรวบรวมอาณาจักรของคนไทซึ่งรวมทั้งสุโขทัย ล้านนา นครศรีธรรมราช และล้านช้าง ส่วนความสัมพันธ์กับพม่าและเวียดนามเป็นไปในลักษณะการทำสงครามเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ โดยมีการแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือกัมพูชากับเวียดนามตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนความสัมพันธ์ด้านการค้านั้น กรุงศรีอยุธยามีการค้าขายกับชาติในเอเชียและตะวันตกและเป็นเมืองท่าสำคัญ
นับแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศสยามเผชิญกับลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก นำไปสู่การลงนามสนธิสัญญาเบาว์ริงซึ่งเป็นสนธิสัญญาไม่เป็นธรรม รัฐบาลลงนามสนธิสัญญาทำนองเดียวกันกับชาติตะวันตกหลายประเทศเพื่อหวังสร้างความสัมพันธ์แบบพหุภาคีเพื่อให้ชาติเหล่านั้นถ่วงดุลกันเอง ประเทศสยามไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกซึ่งสาเหตุบางส่วนเนื่องจากบริเตนและฝรั่งเศสตกลงให้สยามเป็นรัฐกันชน ประเทศสยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งโดยเข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ได้แก้ไขสนธิสัญญาไม่เป็นธรรม และในสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลไทยเข้าร่วมกับญี่ปุ่น แต่กลับได้สถานะผู้ชนะสงครามไปด้วย จนได้ชื่อว่า "การทูตไม้ไผ่" หรือ "การทูตลู่ตามลม"[82]

การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2492 เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยในช่วงสงครามเย็น[21]: 214 ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐมาตั้งแต่การลงนามองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2497 และดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเข้มข้น มีการส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม ไทยอนุญาตให้สหรัฐตั้งฐานทัพในประเทศ อย่างไรก็ดี หลังจากสหรัฐถอนกำลังออกจากเวียดนาม ประเทศไทยเปลี่ยนนโยบายไปปรับความสัมพันธ์กับประเทศจีนแทน จนมีการเลิกการอนุญาตให้สหรัฐตั้งฐานทัพในประเทศไทยและปรับความสัมพันธ์ทางทูตกับจีนอย่างเป็นทางการในปี 2518[21]: 216
ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ไทยลงนามความตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกับประเทศบาห์เรน จีน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ชิลี และเปรู และความตกลงการค้าเสรีกับประเทศอาเซียน และความตกลงการค้าพหุภาคี (ในฐานะอาเซียน) กับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์[83] สมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่าประเทศไทยจะเลิกรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศและทำงานร่วมกับประเทศผู้บริจาคเพื่อช่วยพัฒนาประเทศพื้นบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ทักษิณมุ่งให้ประเทศไทยเป็นผู้นำภูมิภาค แต่เขาก็สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเผด็จการทหารพม่า รวมทั้งการให้สินเชื่อ[84] ในสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประเทศไทยมีข้อพิพาทกับประเทศกัมพูชาเหนือความเป็นเจ้าของปราสาทพระวิหาร เกิดวิกฤตการณ์ชายแดนระหว่างปี 2551–2554 หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับชาติตะวันตกเสื่อมลง และไทยหันไปเข้ากับประเทศจีนมากขึ้น[85]
ในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้งในสงครามอิสราเอล–ฮะมาส นายกรัฐมนตรีไทยเคยมีท่าทีประณามการโจมตีอิสราเอลอย่างเปิดเผย รวมทั้งแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อรัฐบาลและประชาชนอิสราเอล อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยเปลี่ยนจุดยืนในเวลาต่อมาพร้อมประกาศว่าประเทศไทยมีจุดยืนที่เป็นกลางต่อสถานการณ์ดังกล่าว[86] มีรายงานว่าชาวไทยจำนวน 28 คนถูกสังหารจากเหตุการณ์นี้[87]
กองทัพ

พระมหากษัตริย์ดำรงตำแหน่งจอมทัพไทยโดยนิตินัย ในทางปฏิบัติ กองทัพไทยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงกลาโหม มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้สั่งการ และอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้บัญชาการ กองทัพไทยแบ่งออกเป็น 3 เหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบกไทย กองทัพเรือไทย และกองทัพอากาศไทย ทุกวันนี้กองทัพไทยมีกำลังทหารทั้งสิ้น 1,025,640 นาย และมีกำลังหนุนกว่า 200,000 นาย และมีกำลังกึ่งทหารประจำการกว่า 113,700 นาย[88] ในปี 2558 เครดิตสวิสจัดอันดับว่าประเทศไทยมีดัชนีกำลังทางทหารสูงเป็นอันดับที่ 16 ของโลก[89] งบประมาณกลาโหมเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจาก 78,100 ล้านบาทในปี 2548 เป็น 207,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2559 คิดเป็นประมาณร้อยละ 1.5 ของจีดีพี[90][91]
ประเทศไทยมีการเกณฑ์ทหาร โดยหน้าที่ในการรับราชการทหารของชายไทยมีบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศอำนาจทางบกตามแบบที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ พร้อมทั้งกองทัพอากาศขนาดใหญ่พอสมควรและมีสมรรถนะกองทัพเรือที่เพิ่มขึ้น[92]: 26 อย่างไรก็ดี การซื้อเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือบรรทุกเครื่องบิน มีปัจจัยด้านเกียรติภูมิเข้ามาเกี่ยวข้องนอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอย[92]: 33 ประเทศไทยเคยส่งกำลังพลเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ประเทศติมอร์-เลสเต และดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน[93]: 135
หน้าที่หลักของกองทัพไทยคือการรับมือภัยคุกคามในประเทศมากกว่านอกประเทศ[94] กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายการเมืองของกองทัพไทย โดยมีอำนาจหน้าที่ทางสังคมและเศรษฐกิจของราชการพลเรือนด้วย และยังมีภารกิจในการต่อต้านประชาธิปไตย[94] กองทัพไทยขึ้นชื่อเรื่องมีทหารทุจริต เช่น จากกรณีการซื้อยุทธภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานหรือแพงเกิน การลักลอบค้ามนุษย์[95] การปฏิบัติต่อทหารเกณฑ์อย่างไม่เป็นธรรม[96] รวมทั้งการใช้เส้นสายฝากตั้งญาติเป็นนายทหาร[97] ในเดือนมีนาคม 2563 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยแพร่รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อทหารเกณฑ์ในกองทัพไทย โดยการกระทำดังกล่าวถูกปกปิดโดยเจ้าหน้าที่[98] กองทัพยังมีบทบาททางการเมืองอย่างเปิดเผย โดยมีการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งประกอบด้วยนายทหารประจำการ และผู้เกษียณอายุราชการมากกว่า 100 นายตลอดหลายปีที่ผ่านมา[99]
ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 75 ของโลกตามการจัดอันดับดัชนีสันติภาพโลก พ.ศ. 2567[100]
อาชญากรรมและการบังคับใช้กฎหมาย
คดีอาชญากรรมรวมทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละประมาณร้อยละ 1.3 ระหว่างปี 2540–2554 ในช่วงนโยบายปราบปรามยาเสพติดของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร (กุมภาพันธ์–เมษายน 2546) อาชญากรรมยาเสพติดลดลงร้อยละ 64.6 แต่การฆ่าคนและอาชญากรรมอื่นต่อบุคคลเพิ่มขึ้น[101]: 162 จังหวัดชลบุรีและภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีอาชญากรรมสูงสุดสองอันดับแรก แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่อาชญากรรมรุนแรง[101]: 162 อัตราชำระคดี (clear-up) ของตำรวจโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 86.78 ระหว่างปี 2550–2554[101]: 163 อัตราอาชญากรรมถ่วงน้ำหนักแปรผันตรงกับจำนวนแรงงานเข้าเมืองมิชอบด้วยกฎหมาย แต่แปลผกผันกับคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ จำนวนพระภิกษุและความหนาแน่นของประชากร[101]: 163 ประเทศไทยมีปัญหาจำนวนอาวุธปืนมาก ชาวไทยประมาณร้อยละ 10 เป็นเจ้าของปืน และมีอัตราการเสียชีวิตเกี่ยวกับปืนที่มีรายงานสูงสุดในทวีปเอเชีย[102] สหประชาชาติวิจารณ์ประเทศไทยว่าไม่สามารถขจัดความเป็นทาสและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคประมง[103]
สถิติปี 2555 พบว่าชาวไทยประสบเหตุอาชญากรรม 152,228 คน เป็นอาชญากรรมต่อทรัพย์สินมากที่สุด (ร้อยละ 92.5)[104]: v ทรัพย์สินที่ถูกขโมยส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินที่สามารถนำติดตัวไปได้ นอกจากนั้นเป็นเครื่องใช้นอกและในบ้าน เครื่องประดับ เป็นต้น[104]: vi ประสบเหตุอาชญากรรมต่อชีวิตและร่างกาย 7,879 คน เป็นการถูกทำร้ายร่างกายมากที่สุด (ร้อยละ 79.8)[104]: vii ส่วนใหญ่ผู้ประสบเหตุอาชญากรรมไม่ได้แจ้งตำรวจ โดยเฉลี่ยร้อยละ 66.6 ยกเว้นอาชญากรรมทางเพศและอาชญากรรมต่อชีวิตและร่างกายที่มีการแจ้งตำรวจเกินครึ่ง (ร้อยละ 67.2 และ 55 ตามลำดับ)[104]: 26
มีรายงานว่า กำลังความมั่นคงบางครั้งใช้กำลังเกินกว่าเหตุและถึงตายต่อผู้ต้องสงสัยและมีวิสามัญฆาตกรรม การฆ่าคนตามอำเภอใจและการฆ่าคนไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งมีการทรมานและทุบตีผู้ต้องสงสัยเพื่อรีดคำสารภาพ[105] ประเทศไทยมีผู้ต้องขังประมาณ 306,000 คนในปี 2559[105] ประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังมากที่สุดในอาเซียน และมากเป็นอันดับที่ 3 ของทวีปเอเชีย[106] ผู้ต้องขังก่อนพิจารณาคดีในศาลคิดเป็นร้อยละ 18 ของประชากรเรือนจำ ในปีงบประมาณ 2559 มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว 762 คน[105] มีหลายกรณีที่กล่าวหาว่าตำรวจใช้อำนาจมิชอบ แต่ผู้ถูกกล่าวหามักไม่ถูกลงโทษ[105] ในศาลพลเรือน รัฐบาลจัดหาความช่วยเหลือทางกฎหมาย แต่มีรายงานว่าความช่วยเหลือดังกล่าวมีคุณภาพต่ำ[105]
ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อการฉ้อราษฎร์บังหลวงในหลายภาคส่วนของประเทศ[103] หลังรัฐประหารปี 2557 ฝ่ายตุลาการถูกทำให้เป็นเรื่องการเมืองอย่างสูง กระบวนการทางกฎหมายในประเทศไทยมักช้าและบางทีมีการใช้วิธีการนอกกฎหมายเพื่อมีผลต่อคำพิพากษา[103] ฝ่ายความมั่นคงในประเทศไทยมีชื่อเสียงว่าเป็นสถาบันที่ฉ้อฉลที่สุดในประเทศเนื่องจากความพัวพันกับการเมืองและระบบอุปถัมภ์[103] บริษัทที่ไม่จ่ายค่าอำนวยความสะดวกแก่ข้าราชการอาจเสียเปรียบด้านการแข่งขันเทียบกับบริษัทอื่น[103] มีการฮั้วประมูล[103] การบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยมีความผันแปรและการดำเนินคดีการฉ้อราษฎร์บังหลวงระดับสูงอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง[103]
นับตั้งแต่ วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2546 เด็กไทยเสียชีวิตเพราะเพื่อนเอาปืนมายิงที่โรงเรียน[107] อย่างน้อย 4 ราย[108][109] ที่โรงเรียนปากพนัง 2 ราย[110]นับตั้งแต่ปี 2566 เด็กไทยถูกเพื่อนเอามีดแทงที่โรงเรียนจนถึงแก่ความตาย 3 ราย[111][112][113]ถึงกระนั้นก็ตามคนไทยจำนวนมากเข้าใจว่าประเทศไทยไม่เคยมีเหตุ การยิงกันในโรงเรียน (School Shooting) แม้แต่ครั้งเดียว
ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยมีการเรียกว่า "อาจเป็นกฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาทที่รุนแรงที่สุดในโลก"[114] และ "โหด"[115] องค์การนิรโทษกรรมสากลถือว่าผู้ถูกจำคุกฐานดังกล่าวเป็นนักโทษการเมือง[116] คณะทำงานว่าด้วยการกักขังโดยพลการของสหประชาชาติถือว่าการกักขังก่อนพิจารณาคดีถือว่าละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ[117]
เศรษฐกิจ
| เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญ | ||
|---|---|---|
| ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในรูปตัวเงิน | 16.56 ล้านล้านบาท (2563) | [118] |
| การเติบโตของจีดีพี | 3.9% (2560) | [119] |
| ดัชนีราคาผู้บริโภค • ทั่วไป • พื้นฐาน | 1.23% (2564) 0.23% (2564) | [120] |
| อัตราการมีส่วนร่วมกำลังแรงงาน | 68.0% (2560) | [121]: 29 |
| อัตราการว่างงาน | 1.2% (2560) | [119] |
| หนี้สาธารณะรวม | 9.83 ล้านล้านบาท (ก.พ. 2565) | [122] |
| ความยากจน | 8.61% (2559) | [121]: 36 |
| ทรัพย์สินครัวเรือนสุทธิ | 20.34 ล้านล้านบาท (2553) | [123]: 2 |

ประเทศไทยมีเศรษฐกิจแบบผสม ประเทศไทยมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเซีย โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติจัดให้ประเทศไทยเป็น "ผู้ประสบความสำเร็จสูง" ในเอเชียตะวันออก[125] ในปี 2556 ประเทศไทยมีดัชนีการรับรู้การทุจริตค่อนข้างต่ำ โดยอยู่อันดับที่ 102 จาก 177 ประเทศ[126] ธนาคารโลกจัดให้ประเทศไทยเป็นประเทศมีรายได้ปานกลาง-สูงในปี 2554[127] เศรษฐกิจของประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าสองในสามของจีดีพีรวมในประเทศ การส่งออกสินค้าและบริการคิดเป็นมูลค่ากว่า 105 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี[128] สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักร, คอมพิวเตอร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ข้าว, ผลิตภัณฑ์สิ่งทอและรองเท้า, ผลิตภัณฑ์ประมง, ยาง และอัญมณี
ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับที่ 28 ของโลก ในปี 2564 การส่งออกเป็นสัดส่วน 74% ของจีดีพี[129] ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนต่อจีดีพีมากที่สุดคือ 38.1% ภาคการค้าส่ง ค้าปลีกมีสัดส่วนต่อจีดีพี 13.4% ภาคการขนส่งและการสื่อสารมีสัดส่วนต่อจีดีพี 10.2% ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนต่อจีดีพี 8.3% ในปี 2552–2553 ประเทศไทยส่งชิ้นส่วนและส่วนประกอบออก ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ มูลค่า 48,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 25% ของมูลค่าการส่งสินค้าออก[125] มีมูลค่าการนำเข้าเป็นอันดับที่ 22 ของโลก ประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ ประเทศจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออสเตรเลีย ฮ่องกงและเกาหลีใต้[130] เครื่องจักรเป็นทั้งสินค้านำเข้าและส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทย[131] องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) เป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของไทย[132]
ประเทศไทยมีกำลังแรงงาน 39.38 ล้านคน อยู่ในภาคเกษตรกรรมมากที่สุด 15.41 ล้านคน หรือ 39.1% ของกำลังแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ค่าแรงขั้นต่ำทางการทุกจังหวัดเป็น 300 บาท อัตราการว่างงานของประเทศอยู่ที่ 1.2%[119] ซึ่งน้อยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่แนวโน้มแรงงานกว่าครึ่งประกอบอาชีพที่ไม่มั่นคงหรืออาชีพที่ไม่เป็นทางการ[133] กับทั้ง 40% มีปัญหาการทำงานต่ำระดับ[134] ในปี 2559 ประเทศไทยมีผู้ย้ายถิ่นขึ้นทะเบียนประมาณ 2 ล้านคน โดยหนึ่งในสามเป็นผู้ถือใบอนุญาตทำงานชั่วคราว ส่วนแรงงานไม่สม่ำเสมอคาดว่ามีอีกประมาณ 1–2 ล้านคน[135] หลังรัฐประหารปี 2557 แรงงานต่างด้าวกัมพูชาหลบหนีกลับประเทศจำนวน 180,000 คนหลังรัฐบาลประกาศปราบปราม[136] หลังประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ทำให้มีแรงงานต่างด้าวออกนอกประเทศหลายหมื่นคน[137] ในปี 2560 เศรษฐกิจไทยมีแรงงานนอกระบบ (คือแรงงานที่ไม่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่มีหลักประกันสังคม) 20.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 55.2 ของผู้มีงานทำ[138]: iii
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยเป็นประเทศยากจนที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง โดยก่อนหน้านี้เศรษฐกิจไทยซบเซามาอย่างน้อยหนึ่งศตวรรษ[36]: 3 ระหว่างปี 2508 ถึง 2539 ผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้นต่อคนเติบโตร้อยละ 7 ต่อปี และระหว่างปี 2530 ถึง 2539 เรียกว่าเป็นช่วง "เศรษฐกิจบูม" เศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วที่สุดในโลก ซึ่งมาจากการลงทุนระดับสูงมาก[36]: 3 การเติบโตของหุ้นเป็นปัจจัยทำให้เศรษฐกิจเติบโตกว่าครึ่ง[36]: 9 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในช่วงเศรษฐกิจบูมเป็นการไหลเข้าของทุนระยะสั้นร้อยละ 23[36]: 12 วิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 มีสาเหตุระยะยาวหลายอย่าง แต่ชนวนเหตุที่บั่นทอนความเชื่อมั่นเกิดจากการเติบโตของการส่งออกลดลงอย่างรุนแรงในปี 2539[36]: 21–2 จีดีพีของไทยหดตัวร้อยละ 10.5 ในปี 2541[36]: 30

ประเทศไทยฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินในปี 2546[36]: 53 การฟื้นตัวทางเศรษฐกิของไทยล่าช้าเพราะขาดอุปทานรวม[36]: 32 ระหว่างปี 2542 ถึง 2550 จีดีพีไทยเติบโตระหว่างร้อยละ 2.1 ถึง 7.1 ต่อปี[139] ด้วยการขาดเสถียรภาพจากการประท้วงใหญ่ในปี 2553 การเติบโตของจีดีพีของประเทศไทยอยู่ที่ราวร้อยละ 4–5 ลดลงจากร้อยละ 5–7 ในรัฐบาลพลเรือนก่อน ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นสาเหตุหลักของการเสื่อมความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภค[140] นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทหารหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ที่เรียก ประชารัฐ ทำให้เกิดทุนนิยมแบบลำดับชั้นที่ธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยเชื้อสายจีนเข้าไปเลี้ยงดูและชี้นำธุรกิจในท้องถิ่น[43]: 300 เศรษฐกิจไทยหดตัวร้อยละ 6.1 เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 นับเป็นการหดตัวมากที่สุดนับแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง[141] หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสมัยประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 7 ปี (จนถึงเดือนพฤษภาคม 2564) รัฐบาลกู้เงินแล้ว 8.47 ล้านล้านบาท[142] และมีตัวเลขในเดือนมิถุนายน 2565 ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 42.50 เป็นร้อยละ 60.58 ใน 8 ปี[143]
ในปี 2560 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3.9 เมื่อปรับอัตราเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.3 ในปี 2559 นับเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2555[144] อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐที่สูง โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นปัจจัยสำคัญให้รัฐบาลจำต้องเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของประเทศจาก 60% เป็น 70% ของจีดีพี[145]
จากข้อมูลในปี 2567 พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาผลผลิตต่ำ, ปัญหาการศึกษา, หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูง, การลงทุนจากภาคเอกชนต่ำ และการชลอตัวในการเติบโตทางเศรษฐกิจ[146][147] โดยนักวิจัยคาดการณ์ว่า การเติบโตของจีดีพีต่อปีจะต่ำกว่า 2% ในทศวรรษหน้าโดยไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ[148]
ความมั่งคั่ง ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ
| เปอร์เซนไทล์ | สัดส่วน |
|---|---|
| ต่ำสุดร้อยละ 20 | 0.5 |
| ต่ำสุดร้อยละ 40 | 3.5 |
| ต่ำสุดร้อยละ 60 | 12.5 |
| สูงสุดร้อยละ 20 | 69.5 |
ประเทศไทยมีความมั่งคั่งมัธยฐานต่อผู้ใหญ่หนึ่งคน 1,469 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2559[149]: 98 เพิ่มขึ้นจาก 605 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2543[149]: 34 ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 55 ของดัชนีความมั่นคงทางอาหารโลกในปี 2560[150] หลังภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ภาคครัวเรือนยังมีสภาพคล่องดี และมีความสามารถในการดำรงการบริโภคได้ แม้มีรายได้สุทธิต่อค่าใช้จ่ายลดลงเมื่อเทียบกับปี 2549 แต่การบริโภคไม่ได้ลดลง[123]: 3 ในปี 2559 ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของไทยอยู่ในอันดับที่ 87 [125] และดัชนีการพัฒนามนุษย์ที่ปรับความเหลื่อมล้ำแล้วอยู่อันดับที่ 70[151] กรุงเทพมหานครซึ่งมีผลิตภัณฑ์จังหวัดสูงสุดมีมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัดเป็น 406.9 เท่าของจังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งมีน้อยที่สุด[เชิงอรรถ 1]
ในปี 2560 ครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 26,946 บาท[153]: 1 ครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุดร้อยละ 20 มีส่วนแบ่งรายได้คิดเป็นร้อยละ 45.0 และครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 มีส่วนแบ่งรายได้คิดเป็นร้อยละ 7.1[153]: 4 กลุ่มประชากรร้อยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุดมีรายได้ต่ำกว่า 5,344 บาทต่อคนต่อเดือนมีจำนวน 26.9 ล้านคน[154]: 5 ในปี 2556 ผู้ประท้วงกลุ่ม กปปส. ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 32) มีรายได้ครัวเรือนเกิน 50,000 บาทต่อเดือน ส่วน นปช. ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 27) มีรายได้ครัวเรือน 10,000–20,000 บาทต่อเดือน[155]: 7
ในปี 2559 สถาบันการเงินเครดิตสวิสรายงานว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากประเทศรัสเซียและอินเดีย[156] คนรวยสุดร้อยละ 10 ถือครองทรัพย์สินร้อยละ 79 ของประเทศ[156] มหาเศรษฐีไทย 50 ครอบครัวแรกมีมูลค่าทรัพย์สินรวมคิดเป็นร้อยละ 30 ของจีดีพีไทย[156]
ในปี 2559 ประเทศไทยมีคนยากจน 5.81 ล้านคน หรือร้อยละ 8.6 ของประชากร แต่หากนับรวม "คนเกือบจน" (near poor) ด้วยจะเพิ่มเป็น 11.6 ล้านคน หรือร้อยละ 17.2 ของประชากร[154]: 1 ในปี 2559 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือมีสัดส่วนคนจนร้อยละ 12.96, 12.35 และ 9.83 ของประชากรในแต่ละภาคตามลำดับ[154]: 2 ในปี 2560 มีผู้มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย (รายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี) เพื่อรับสวัสดิการจากรัฐเป็นจำนวน 14 ล้านคน[156] ปลายปี 2560 ประเทศไทยมีหนี้สินครัวเรือน 11.76 ล้านล้านบาท[121]: 5 ในปี 2553 ครัวเรือนที่มีปัญหาล้มละลาย (ทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สิน) คิดเป็นร้อยละ 3 ของครัวเรือนทั้งประเทศ[123]: 5 ในปี 2560 ครัวเรือนที่มีที่อยู่อาศัยถาวรคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.69 ของครัวเรือนทั้งประเทศ[121]: 36 ในปี 2559 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพประมาณการว่ามีคนไร้บ้านทั่วประเทศ 30,000 คน[157]
ปีพ.ศ. 2566 จำนวนผู้ที่ได้จับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนมีทั้งสิ้น 14.2 ล้านคน[158]
เกษตรกรรม

การพัฒนาการเกษตรตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1960 ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศ[159] ในพื้นที่ชนบท อาชีพเกษตรกรรมคิดเป็นกึ่งหนึ่งของการจ้างงาน[159] ในปี 2555 ประเทศไทยมีที่ดินเพาะปลูกได้ 165,600 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 32.3% ของพื้นที่ประเทศ[160] ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 55% ใช้ปลูกข้าว ในปี 2551 ประเทศไทยส่งข้าวออกราว 10 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 33% ของการค้าข้าวทั่วโลก[161] ข้าวเป็นพืชผลสำคัญสุดของประเทศ และประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งมาช้านาน จนประเทศอินเดียและเวียดนามแซงเมื่อไม่นานนี้[162]
ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางรายใหญ่ที่สุดของโลก[163] คิดเป็นร้อยละ 40 ของยางธรรมชาติโลก[164] พืชที่มีมูลค่าการผลิตสูงสุดอื่น ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง เนื้อไก่ เนื้อหมู มะม่วง มังคุด ฝรั่ง สัปปะรด รวมทั้งพวกผลไม้เขตร้อน[160] กุ้ง ข้าวโพดและถั่วเหลือง[165] ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก และเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก[166] ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่สุดในอาเซียน[167]
อุตสาหกรรม

บริษัทเกือบทั้งหมดของไทย กว่า 2.7 ล้านวิสาหกิจ คิดเป็นร้อยละ 99.7 จัดเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในปี 2560 SME คิดเป็นการจ้างงานร้อยละ 80.3 ของการจ้างงานทั้งหมด (13 ล้านคน) ในปี 2556 สัดส่วนต่อจีดีพีของ SME อยู่ที่ร้อยละ 37.4 มีรายงานว่า SME ร้อยละ 70 ปิดกิจการภายใน "ไม่กี่ปี"[168]:47
อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นภาคส่งออกใหญ่สุดของไทย คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2557 การส่งออกดังกล่าวรวมมูลค่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีคนงานประมาณ 780,000 คนในปี 2558 คิดเป็นร้อยละ 12.2 ของการจ้างงานทั้งหมดในภาคการผลิต แต่ผู้ผลิตกำลังย้ายการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่าประเทศไทย[169] อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และใหญ่สุดเป็นอันดับที่ 9 ของโลก[170] โดยมีการจ้างงานประมาณ 417,000 ตำแหน่งในปี 2558 คิดเป็นร้อยละ 10 ของจีดีพีประเทศ[171]:12-13 คนงานกว่าร้อยละ 70 ในทั้งสองภาคมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียงานให้กับหุ่นยนต์[171]:39, xix
พลังงาน

ประเทศไทยเป็นผู้นำน้ำมันและแก๊สธรรมชาติเข้าสุทธิ มีการผลิตและปริมาณสำรองน้ำมันน้อยและต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่เพื่อการบริโภค แม้ว่ามีปริมาณสำรองแก๊สธรรมชาติที่พิสูจน์แล้วขนาดใหญ่ แต่ยังต้องนำเข้าเพื่อให้เพียงพอกับอุปทานในประเทศ การบริโภคพลังงานหลักของประเทศไทยมาจากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ คิดเป็นกว่า 80% ของทั้งหมด ใน พ.ศ. 2553 ประเทศไทยบริโภคพลังงานจากน้ำมันมากที่สุด (39%) รองลงมาคือ แก๊สธรรมชาติ (31%) ชีวมวลและของเสีย (16%) และถ่านหิน (13%) ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากประเทศสิงคโปร์ เชื้อเพลิงดีเซลเป็นสัดส่วนหนึ่งในสามของผลิตภัณฑ์น้ำมัน และเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการขนส่ง[172] ในปี 2558 ประเทศไทยมีการนำเข้าซึ่งพลังงานขั้นต้นสุทธิเทียบเท่าน้ำมัน 1.253 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมีการซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาว และแก๊สธรรมชาติจากประเทศพม่า[173] ปัญหาราคาน้ำมันในไทยมีสาเหตุมาจากโครงสร้างราคาน้ำมันที่มีการเก็บภาษีและเงินเข้ากองทุนต่าง ๆ ถึง 35–60% ของราคาหน้าปั๊ม[174] การอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพที่แพงกว่าน้ำมันปกติ และการปล่อยให้เอกชนกำหนดค่ากลั่นน้ำมันได้เอง[175]
ในปี 2554 ประเทศไทยมีสมรรถภาพติดตั้งผลิตไฟฟ้าประมาณ 32.4 กิกะวัตต์ โดยผลิตจากแก๊สธรรมชาติมากที่สุด (71%) ประเทศไทยคิดสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์เพื่อลดการพึ่งพาแก๊สธรรมชาติ แต่หลังภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิในปีนั้น ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่เสนอถูกเลื่อนไปหลังปี 2569[172] ใน พ.ศ. 2565 มีการเปิดเผยว่าประเทศไทยมีพลังงานไฟฟ้าสำรองสูงถึง 40–60% แต่ค่าไฟฟ้ายังแพงอยู่เพราะมีค่าพร้อมจ่ายให้กับเอกชนที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจนเป็นภาระของผู้บริโภค[176]
ใน พ.ศ. 2561 รัฐบาลได้จัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทน พ.ศ. 2561–2580 เพื่อเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในประเทศเป็นเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ภายใน พ.ศ. 2580[177]
การขนส่ง

การขนส่งทางถนนเป็นภาคหลักของการขนส่งผู้โดยสารและค่าระวางในประเทศไทย[178]: 269 โดยคิดเป็นร้อยละ 85 และ 86 ของการขนส่งทางบกทั้งหมดตามลำดับ[179]: 25 ประเทศไทยมีทางหลวงความยาว 390,000 กิโลเมตร[180] และมีเครือข่ายถนน 462,133 สาย[181] เป็นเครือข่ายทางหลวง 51,776 กิโลเมตรที่เชื่อมภาคต่าง ๆ ของประเทศ มีทางด่วนสองเส้นทาง ซึ่งเชื่อมกรุงเทพมหานครกับเขตอุตสาหกรรมโดยรอบ รวมระยะทาง 150 กิโลเมตร[179]: 22 อุตสาหกรรมขนส่งค่าระวางในประเทศไทยอาศัยรถบรรทุกถึงร้อยละ 80[178]: 276 ในปี 2560 ประเทศไทยมียานพาหนะจดทะเบียน 37 ล้านคัน เป็นรถจักรยานยนต์ 20 ล้านคัน และมีที่ไม่ได้จดทะเบียนอีกหลายล้านคัน[181] ในปี 2555 ประเทศไทยมีอัตราเป็นเจ้าของยานพาหนะ 488 คันต่อประชากร 1,000 คน มากเป็นอันดับสองของอาเซียน[182]: 40 ในปี 2561 มีรถแท็กซี่ขึ้นทะเบียนทั่วประเทศ 80,647 คัน[183] และมีการดำเนินการรถตู้สาธารณะ 114 เส้นทางจากกรุงเทพมหานคร[184] ในปี 2559 ประเทศไทยเป็นประเทศที่การจราจรติดขัดมากที่สุดในโลก[185] สหประชาชาติจัดอันดับถนนในประเทศไทยว่าอันตรายสูงสุดเป็นอันดับสองของโลก โดยมียอดผู้เสียชีวิตจากยานพาหนะกว่า 30,000 คนต่อปี ซึ่งเป็นอัตราต่อหัวสูงสุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากประเทศลิเบีย[180]
ประเทศไทยมีรางรถไฟยาว 4,034 กิโลเมตร และการขนส่งสินค้าทางรางคิดเป็นร้อยละ 1.4 ของน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดในปี 2558[180] ในปี 2555 มีผู้โดยสารทางราง 41 ล้านคน[182]: 59 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้ดำเนินการเส้นทางรางแห่งชาติของประเทศ ซึ่งถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพและไม่ยอมเปลี่ยนแปลง รถไฟมักช้าและอุปกรณ์ส่วนใหญ่เก่าและมีการบำรุงรักษาไม่ดี ความพยายามของรัฐบาลในการจัดโครงสร้างใหม่และโอนเป็นของเอกชนถูกสหภาพคัดค้านอย่างหนักตลอดมา[186][187] ในช่วงปีหลัง มีความพยายามก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง
สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ทำหน้าที่ปลายทางหลักสำหรับเส้นทางข้ามจังหวัด ในขณะที่สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ลาดกระบัง และสถานีรถไฟพหลโยธินเป็นสถานีหลักสำหรับขนส่งสินค้า การขนส่งระบบรางในกรุงเทพมหานครซึ่งรวมถึงการขนส่งทางไกล ประกอบด้วยระบบขนส่ง 4 ระบบในปัจจุบัน: รถไฟฟ้าบีทีเอส, รถไฟฟ้ามหานคร, รถไฟฟ้าชานเมือง สายสีแดง และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แม้จะเคยมีโครงการพัฒนารถไฟฟ้ายกระดับ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าลาวาลิน และโครงการโฮปเวลล์แต่ถูกยกเลิกทั้งหมด ก่อนที่แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2537 และดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2538 จนถึงปัจจุบัน[188]
ประเทศไทยมีท่าอากาศยานพาณิชย์ 38 แห่ง[189]: 3 ในปี 2559 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารมากที่สุดของประเทศและเป็นอันดับที่ 20 ของโลก[190] ประเทศไทยมีทางน้ำในประเทศที่ใช้เดินเรือได้ 1,750 กิโลเมตร ประเทศไทยท่าเรือน้ำลึกระหว่างประเทศ 8 แห่ง[179]: 31 ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือน้ำลึกหลักของประเทศไทย ส่วนท่าเรือแม่น้ำมีทั้งหมด 132 แห่ง ซึ่งใช้สำหรับการขนส่งสินค้าขั้นต้นและสินค้าเกษตรเป็นหลัก[179]: 32
การท่องเที่ยว

เศรษฐกิจไทยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 6% ของเศรษฐกิจในประเทศ ใน พ.ศ. 2562 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 39.8 ล้านคน แซงหน้าประเทศชั้นนำอย่างสหราชอาณาจักรและเยอรมนี[191] จำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากเดิมที่มีชาวต่างชาติ 336,000 ราย และทหารที่เข้ามาพัก 54,000 นายใน พ.ศ. 2510[192] ประเทศที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากที่สุด ได้แก่ จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและลาว[193]
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2522[194] นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีการจัดตั้งตำรวจท่องเที่ยวเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ[193]
ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก 6 แหล่ง ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และกลุ่มป่าแก่งกระจาน
ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลกในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2559[195] รายงานความสามารถแข่งขันการเดินทางและการท่องเที่ยวปี 2558 จัดอันดับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 35 จาก 141 ประเทศ โดยประเทศไทยมีคะแนนสูงในด้านทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐานบริการนักท่องเที่ยว แต่มีคะแนนต่ำในด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยและความมั่นคง[196]
นักท่องเที่ยวชาวเอเชียส่วนมากเดินทางมาประเทศไทยเพื่อมายังกรุงเทพมหานคร รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในบริเวณใกล้เคียง ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากชาติตะวันตกไม่เพียงแต่มาเยือนกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น มีจำนวนไม่น้อยที่เดินทางไปยังชายหาดและหมู่เกาะทางภาคใต้ ภาคเหนือเป็นจุดหมายปลายทางหลักสำหรับการเดินป่า และการทำกิจกรรมกับชนกลุ่มน้อย ภูมิภาคที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
การค้าประเวณีและการท่องเที่ยวทางเพศถือเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ ประมาณการในปี 2546 ระบุมูลค่าไว้ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณร้อยละ 3 ของเศรษฐกิจ[197] เชื่อว่าเงินนักท่องเที่ยวอย่างน้อยร้อยละ 10 ใช้ค้าประเวณี[198] ประเทศไทยติดอันดับจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลกในด้านการใช้จ่าย ตามข้อมูลของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลกซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมากถึง 2.5 ล้านคนในปี 2561[199] และเป็นอันดับ 1 ในทวีปเอเชีย[200] โดยขึ้นชื่อในด้านการผ่าตัดแปลงเพศ และการทำศัลยกรรม โดยกว่า 90% ของนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพื่อจุดประสงค์ด้านการแพทย์ เคยเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศที่ประเทศไทย[201]
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ประเทศไทยจัดเป็นประเทศนวัตกรรมมากที่สุดอันดับที่ 45 ในดัชนีนวัตกรรมบลูมเบิร์ก พ.ศ. 2561[202] ใน พ.ศ. 2556 ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.5 ของจีดีพี เป็นรายจ่ายจากภาครัฐร้อยละ 51.3 และจากภาคเอกชนร้อยละ 48.7 รัฐบาลมีแผนใช้สิ่งจูงใจภาษีเพื่อเพิ่มการลงทุนของเอกชน[203]: 74 การวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยมีสัดส่วนงานวิจัยประยุกต์สูงกว่างานวิจัยพื้นฐานมาก ข้อมูลใน พ.ศ. 2552 พบว่าประเทศไทยมีนักวิจัย 38,500 คนหรือเทียบเท่าเต็มเวลา (FTE) 22,000 คน[203]: 74 ประเทศไทยมีจำนวนงานวิจัยตีพิมพ์มากเป็นอันดับสามในอาเซียน รองจากประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์[203]: 75 ใน พ.ศ. 2553 มีผู้ขอจดสิทธิบัตรในประเทศไทย 1,925 ฉบับ และมีการออกให้ 772 ฉบับ เกินครึ่งของผู้ขอจดสิทธิบัตรไม่ใช่พลเมือง และคิดเป็นกว่าร้อยละ 90 ของสิทธิบัตรที่ออกให้[203]: 75 ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ลงนามองค์การความร่วมมืออวกาศเอเชีย-แปซิฟิก (APSCO) ซึ่งมีประเทศจีนเป็นผู้นำ[203]: 79
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทยก้าวหน้าอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2551 องค์กรส่งเสริมการวิจัยสำคัญอย่าง สวทช., สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ช่วยประสานงานระหว่างมหาวิทยาลัยกับบริษัท อุตสาหกรรมการผลิตของไทยส่วนใหญ่พึ่งพาการผลิตท้องถิ่นของบริษัทต่างชาติ ทำให้มีผลลัพธ์การวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีน้อย[203]: 80
จุดแข็งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยอยู่ในสายอาหาร-เทคโนโลยีชีวภาพ-ชีววิทยาศาสตร์-เกษตรศาสตร์ เทคโนโลยีพลังงาน และการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์[204]: 103
ประชากรศาสตร์
ประชากร
| ปี | ประชากร | ±% |
|---|---|---|
| 2453 | 8,131,247 | — |
| 2462 | 9,207,355 | +13.2% |
| 2472 | 11,506,207 | +25.0% |
| 2480 | 14,464,105 | +25.7% |
| 2490 | 17,442,689 | +20.6% |
| 2503 | 26,257,916 | +50.5% |
| 2513 | 34,397,371 | +31.0% |
| 2523 | 44,824,540 | +30.3% |
| 2533 | 54,548,530 | +21.7% |
| 2543 | 60,916,441 | +11.7% |
| 2553 | 65,926,261 | +8.2% |
| แหล่งที่มา: [1] สำนักงานสถิติแห่งชาติ | ||
กระทรวงมหาดไทยประมาณว่า ประเทศไทยมีประชากร 69,183,173 คน[205] ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 20 ของโลก แต่คาดว่าประชากรจะลดลงก่อนปี 2563[206]: i ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อัตราเจริญพันธุ์ลดลงเร็วที่สุดในโลก ระหว่างปี 2513 ถึง 2533 อัตราเจริญพันธุ์ระหว่างประเทศลดลงจาก 5.5 เหลือ 2.2 สาเหตุจากการคุมกำเนิด ขนาดครอบครัวที่ปรารถนาลดลง สัดส่วนผู้สมรสลดลง และการสมรสช้า[206]: i ในปี 2552 อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยอยู่ที่ 1.5[206]: 4 ในปี 2553 อัตราการเกิดอย่างหยาบอยู่ที่ 13 ต่อ 1,000[206]: 31 คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ภายในปี 2573[206]: 32 จำนวนประชากรในวัยทำงานทั้งหมดจะเริ่มลดลงหลังปี 2563[206]: 7
จำนวนการเกิดของวัยรุ่นสูงขึ้น โดยสถิติหญิงอายุ 15–19 ปีที่เคยสมรสในปี 2553 มีประมาณ 330,000 คน[206]: 28 และในปี 2552 มีจำนวนการเกิดจากแม่อายุไม่เกิน 19 ปีจำนวน 765,000 คน[206]: 31 ในปี 2549–2552 มีการทำแท้งชักนำเกิน 60,000 คนต่อปี[206]: 28
ประเทศไทยถือว่ามีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ราวร้อยละ 75–95 ของประชากรเป็นชาติพันธุ์ไท ซึ่งรวมสี่ภูมิภาคหลัก คือ ไทยกลางร้อยละ 30 อีสานหรือลาวร้อยละ 22 ล้านนาร้อยละ 9 และใต้ร้อยละ 7 และมีไทยเชื้อสายจีนร้อยละ 14 ของประชากร ที่เหลือเป็นไทยเชื้อสายมลายู ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวเขาหลายเผ่า ไทยที่มีบรรพบุรุษจีนบางส่วนมีถึง ร้อยละ 40 ของประชากร[207] ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่รัฐบาลรับรอง 62 กลุ่ม[208] ทั้งนี้ ไทยเชื้อสายจีนจัดเป็นชนชั้นอภิชนของไทย และเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ[209]: 179–83
ในปี 2553 ประเทศไทยมีการมีลักษณะแบบเมืองร้อยละ 34 ซึ่งต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีเครื่องชี้ภาวะการพัฒนาพอ ๆ กัน[206]: 14 การเคลื่อนย้ายของประชากรส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราวตามฤดูกาล[206]: 14 กรุงเทพมหานครเป็นตัวอย่างสุดโต่งของความเป็นเอกนคร (urban primacy) โดยในปี 2536 กรุงเทพมหานครมีประชากรมากกว่านครใหญ่ที่สุดสามอันดับถัดมารวมกันระหว่าง 7.5 ถึง 11 เท่า[206]: 14 ผู้ย้ายออกชาวไทยส่วนมากเป็นลูกจ้างทักษะต่ำ โดยเดินทางไปประเทศปลายทางเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้อยลง แต่ตะวันออกกลางและประเทศตะวันตกเพิ่มขึ้น[206]: ix เมื่อปลายปี 2550 มีประมาณการว่าคนต่างด้าวที่อาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทยมี 2.8 ล้านคน ซึ่งจำนวนนี้รวมผู้มีใบอนุญาตทำงานในประเทศ นักเรียนนักศึกษา ผู้มีคู่สมรสชาวไทยและผู้ตั้งถิ่นฐานหลังเกษียณ ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่อยู่เกินวีซ่า[206]: ix
เมื่อปี 2553 ในประชากรอายุมากกว่า 13 ปี มีผู้สมรส 38,001,676 คน หม้าย 3,833,699 คน หย่า 670,030 คน และไม่เคยสมรส 16,957,651 คน[210]
นครใหญ่
ศาสนา

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไม่ระบุศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ รัฐธรรมนูญรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนาของพลเมืองไทยทุกคน แต่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท กฎหมายห้ามกล่าวหมิ่นประมาทศาสนาพุทธรวมถึงพระสงฆ์ และคุ้มครองศาสนสถานและศาสนพิธีของศาสนาอื่น[213] ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติว่า "รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท [...] และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด" ในช่วงปีหลังมีการเรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แม้ว่าประเทศไทยไม่มีรายงานการละเมิดทางสังคมหรือการเลือกปฏิบัติจากศาสนา[214] แต่กฎหมายไทยบางส่วนได้รับอิทธิพลจากความเชื่อแบบพุทธ เช่น การงดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลในวันหยุดทางศาสนา[215]
กฎหมายรับรองห้ากลุ่มศาสนาหลัก ได้แก่ พุทธ อิสลาม คริสต์ ฮินดูและซิกข์[216] การสำรวจของเครือข่ายอิสระทั่วโลก/สมาคมแกลลัประหว่างประเทศ (WIN/GIA) ในปี 2560 พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่นับถือศาสนามากที่สุดในโลก โดยมีผู้ระบุตนว่าเป็นศาสนิกชนร้อยละ 98 ไม่เป็นศาสนิกชนร้อยละ 1 และผู้เชื่ออเทวนิยมอีกร้อยละ 1[217]
ตามสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2557 ประชากรไทยนับถือศาสนาพุทธ ประมาณร้อยละ 94.6[212] ส่วนใหญ่นับถือนิกายเถรวาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทยโดยพฤตินัย ทั้งนี้ ประเทศไทยถือได้ว่ามีผู้นับถือศาสนาพุทธมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากประเทศจีน[218] ในปี 2559 ประเทศไทยมีวัดทั้งสิ้น 40,580 วัด[219] มีพระสงฆ์ 33,749 รูป และสามเณร 6,708 รูปทั่วประเทศ[220] นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่าศาสนาพุทธเข้าสู่ประเทศไทยจากอินเดียในรัชกาลพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะในช่วงคริสต์สหัสวรรษที่ 1[221]: 157 ศาสนาที่มีจำนวนผู้นับถือรองลงมา ได้แก่ ศาสนาอิสลาม มีผู้นับถือประมาณร้อยละ 4.2[212] เป็นนิกายซุนนีร้อยละ 99[222] มุสลิมอาศัยอยู่ในจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลาและสตูล มากที่สุด[222] แต่มุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คิดเป็นเพียงร้อยละ 18 ของมุสลิมในประเทศไทย[222] ทั่วประเทศมีมัสยิด 3,943 แห่ง[223] มุสลิมในประเทศไทยส่วนใหญ่มีเชื้อสายมลายู ซึ่งสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกับประเทศมาเลเซีย[222] เชื่อว่ามีการเผยแผ่ศาสนาอิสลามสู่คาบสมุทรมลายูโดยพ่อค้าอาหรับในคริสต์ศตวรรษที่ 13[222] มีชาวไทยนับถือศาสนาคริสต์ประมาณร้อยละ 1.1[212] ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54.56) นับถือนิกายโปรเตสแตนต์[เชิงอรรถ 2] ศาสนาคริสต์เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อมิชชันนารีชาวโปรตุเกสจากมะละกาเข้ามาเผยแผ่ศาสนา[224] นอกจากนี้ ยังมีผู้นับถือศาสนาอื่นอีก เช่น ศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข์ ศาสนายูดาห์ ศาสนาบาไฮ รวมประมาณร้อยละ 0.1[212] ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนพอสมควรยังคงถือศาสนาของชาติพันธุ์จีน รวมทั้งเต๋า ขงจื๊อ และศาสนาพื้นบ้านจีน (เช่น อนุตตรธรรมและเต๋อเจี่ยฮุ่ย) ศาสนาเหล่านี้ไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และในการศึกษาทางสถิตินับสาวกเป็นพุทธเถรวาท[225] สำหรับประชาคมชาวยิวนั้น มีประวัติยาวนานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17
ภาษา

ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาทางการ เป็นภาษาหลักที่ใช้ติดต่อสื่อสาร การศึกษาและเป็นภาษาพูดที่ใช้กันทั่วประเทศ โดยใช้อักษรไทยเป็นรูปแบบมาตรฐานในการเขียน นอกเหนือจากภาษาไทยกลางแล้ว ภาษาไทยสำเนียงอื่นยังมีการใช้งานในแต่ละภูมิภาคเช่น ภาษาไทยถิ่นเหนือ ถิ่นใต้ และถิ่นอีสาน รัฐบาลรับรอง 5 ตระกูลภาษา 62 ภาษาในประเทศไทย
นอกเหนือจากภาษาไทยแล้ว ในประเทศไทยยังมีการใช้ภาษาของชนกลุ่มน้อยเช่น ภาษาจีนโดยเฉพาะสำเนียงแต้จิ๋ว ภาษาลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งบางครั้งนิยามว่าภาษาลาวสำเนียงไทย ภาษามลายูปัตตานีทางภาคใต้ นอกจากนี้ก็มีภาษาอื่นเช่น ภาษากวย ภาษากะยาตะวันออก ภาษาพวน ภาษาไทลื้อ ภาษาไทใหญ่ รวมไปถึงภาษาที่ใช้กันในชนเผ่าภูเขา ประกอบด้วยตระกูลภาษามอญ-เขมร เช่น ภาษามอญ ภาษาเขมร ภาษาเวียดนาม และภาษามลาบรี; ตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน เช่น ภาษาจาม; ตระกูลภาษาจีน-ทิเบต เช่น ภาษาม้ง ภาษากะเหรี่ยง และภาษาไตอื่น ๆ เช่น ภาษาผู้ไท ภาษาแสก เป็นต้น
| สถิติสหประชาชาติปี 2543[226] | |
| ภาษา | จำนวนผู้พูด (คน) |
|---|---|
| ภาษาไทย | 52,325,037 |
| ภาษาเขมร | 1,291,024 |
| ภาษามลายู | 1,202,911 |
| ภาษากะเหรี่ยง | 317,968 |
| ภาษาจีน | 231,350 |
| ภาษาม้ง | 112,686 |
การศึกษา

การศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ปี 2464[227]: 104 กฎหมายกำหนดให้รัฐบาลจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแบบให้เปล่าแก่ประชาชนเป็นเวลา 12 ปี ส่วนการศึกษาภาคบังคับกำหนดไว้ 9 ปี (ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3) ในปีการศึกษา 2555 มีผู้เรียนในและนอกระบบโรงเรียน 16,376,906 คน แบ่งเป็นในระบบ 13,931,095 คน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 2,445,811 คน นักเรียน นิสิต นักศึกษาในระบบโรงเรียนมีสัดส่วนในสถานศึกษารัฐบาลมากกว่าเอกชน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีสถาบันการศึกษาเอกชนอยู่จำนวนมาก โดยมีโรงเรียนนานาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในชาติอาเซียน[228]
ผู้เรียนร้อยละ 99 สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 85 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น[229] ประมาณร้อยละ 75 เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย[230]:46 สำหรับนักเรียนทุก 100 คนในโรงเรียนประถม มี 85.6 คนศึกษาต่อระดับ ม. 1; 79.6 คนศึกษาต่อถึงชั้น ม. 3 และเพียง 54.8 คนศึกษาต่อถึงระดับ ม. 6 หรือสถาบันอาชีวะ[231] ประเทศไทยยังคงเป็นไม่กี่ประเทศที่ยังมีการกำหนดให้แต่งเครื่องแบบจนถึงระดับมหาวิทยาลัย การเรียกร้องให้ยกเลิกเครื่องแบบยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมปัจจุบัน
อัตรารู้หนังสือของไทยอยู่ที่ร้อยละ 93.5[232] แม้ว่ามหาวิทยาลัยของไทย 5 แห่งติดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยดีที่สุดในทวีปเอเชีย[233] และในปีงบประมาณ 2556 งบประมาณการศึกษาไทยเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.9 ของจีดีพี และร้อยละ 20.6 ของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมากเป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน แต่คุณภาพการศึกษาไทยถูกวิจารณ์อยู่เนือง ๆ รูปแบบการสอนยังคงเน้นการท่องจำมากกว่าให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างบ่อยครั้ง เช่นเดียวกับเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เป็นประเด็นถกเถียงกันมาหลายปี สภาเศรษฐกิจโลกจัดให้คุณภาพการศึกษาของไทยต่ำสุดใน 8 ประเทศอาเซียนที่พิจารณา[234] ในปี 2563 ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 89 จาก 100 ประเทศในเรื่องความสามารถภาษาอังกฤษ[235] นักเรียนไทยกว่าครึ่งในโรงเรียนไม่ได้ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อความสำเร็จของตนและการพัฒนาประเทศ ยูเนสโกและโออีซีดีแนะนำให้ประเทศไทยมีการทบทวนหลักสูตร เพิ่มการกวดขันกระบวนการพัฒนาการทดสอบมาตรฐาน ให้ครูใช้ยุทธศาสตร์การสอนและประเมินผลที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งเพิ่มเวลาสอนและลดหน้าที่บริหาร[236]: 15–16 โรงเรียนกวดวิชาได้รับความนิยมอย่างมากโดยเฉพาะในการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ในการสำรวจเด็กไทย 72,780 คนระหว่างเดือนธันวาคม 2553 ถึงมกราคม 2554 ในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียนชาวไทยมีระดับเชาวน์ปัญญาเฉลี่ย 98.53 (ค่ามัธยฐาน 100) นายแพทย์ อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต ว่า ไม่ควรโทษระบบการศึกษาไทยว่าทำให้เยาวชนไทยมีเชาวน์ปัญญาต่ำ เพราะสาเหตุหลักเกิดจากการพร่องไอโอดีน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอย่างขาดความอบอุ่นในครอบครัว ถูกแยกจากธรรมชาติและอาหารไม่เหมาะสม[237] ผลการศึกษาล่าสุดเสนอว่าความบกพร่องทางสติปัญญาในพื้นที่ชนบทบางแห่งอาจสูงถึงร้อยละ 10[238] สถานที่เกิดเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการทำนายความสำเร็จทางการศึกษาในประเทศไทย นักเรียนจากครอบครัวยากจนในพื้นที่ทุรกันดารมีการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพต่ำกว่านักเรียนในเมือง[229] คาดว่าเกิดจากการจัดสรรทรัพยากรศึกษาอย่างไม่เท่าเทียม การฝึกครูที่อ่อน ความยากจน และการไม่รู้ภาษาไทยกลางในกรณีของชนกลุ่มน้อย[239][240][241]
ถึงแม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะประกาศว่าโรงเรียนกว่า 27,000 แห่งมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในโรงเรียน[242] แต่โครงสร้างของประเทศยังไม่พร้อมสำหรับการเรียนการสอนทางไกล เพราะโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลยังได้รับผลกระทบหลังมาตรการงดการเรียนการสอนในชั้นเรียนระหว่างการระบาดของโควิด-19[243]
ประเทศไทยเป็นจุดหมายการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาใหญ่สุดอันดับสามของอาเซียน โดยมีนักศึกษาต่างชาติกว่า 20,000 คนในปี 2555 ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน พม่า กัมพูชาและเวียดนาม[244]
Komentar
Posting Komentar