Langsung ke konten utama

ประเทศไทย

 "ไทย" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ไทย (แก้ความกำกวม)

ราชอาณาจักรไทย

เพลงชาติเพลงชาติไทย
ระยะเวลา: 45 seconds

ที่ตั้งของ ประเทศไทย  (เขียว)

– ในเอเชีย  (เขียวอ่อน & เทาเข้ม)
– ในอาเซียน  (เขียวอ่อน)

เมืองหลวง
และเมืองใหญ่สุด
กรุงเทพมหานคร
13°45′N 100°29′E
ภาษาราชการไทย[1]
ภาษาถิ่น
กลุ่มชาติพันธุ์ 
(2562)[2]
ศาสนา 
(2566)[3]
เดมะนิมชาวไทย
การปกครองรัฐเดี่ยว ระบบรัฐสภา ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ[a]
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
อนุทิน ชาญวีรกูล
สภานิติบัญญัติรัฐสภา
วุฒิสภา
สภาผู้แทนราษฎร
สถาปนา
พ.ศ. 1792 – พ.ศ. 1981
พ.ศ. 1893 – 7 เมษายน พ.ศ. 2310
6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 – 6 เมษายน พ.ศ. 2325
6 เมษายน พ.ศ. 2325
24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
6 เมษายน พ.ศ. 2560
พื้นที่
• รวม
513,120 ตารางกิโลเมตร (198,120 ตารางไมล์) (อันดับที่ 50)
0.4 (2,230 ตารางกิโลเมตร)
ประชากร
• 2566 ประมาณ
71,715,119[4] (อันดับที่ 20)
• สำมะโนประชากร 2553
64,785,909[5] (อันดับที่ 21)
132.1 ต่อตารางกิโลเมตร (342.1 ต่อตารางไมล์) (อันดับที่ 88)
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2567 (ประมาณ)
• รวม
เพิ่มขึ้น 1.644 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ[6] (อันดับที่ 23)
เพิ่มขึ้น 23,401 ดอลลาร์สหรัฐ[6] (อันดับที่ 74)
จีดีพี (ราคาตลาด) 2567 (ประมาณ)
• รวม
เพิ่มขึ้น 548.890 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[6] (อันดับที่ 26)
เพิ่มขึ้น 7,812 ดอลลาร์สหรัฐ[6] (อันดับที่ 88)
จีนี (2564)Negative increase 35.1[7]
ปานกลาง
เอชดีไอ (2566)ลดลง 0.798[8]
สูง · อันดับที่ 76
สกุลเงินบาท (฿) (THB)
เขตเวลาUTC+7 (ICT)
รูปแบบวันที่วว/ดด/ปปปป (พ.ศ.)
ขับรถด้านซ้ายมือ
รหัสโทรศัพท์+66
รหัส ISO 3166TH
โดเมนบนสุด

ประเทศไทย หรือชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรไทย เดิมเรียกว่า สยาม (ใช้จนถึง พ.ศ. 2482) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ มีพรมแดนทางบกติดกับประเทศพม่าทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ ประเทศลาวทางทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศกัมพูชาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศมาเลเซียทางทิศใต้ ส่วนทางทะเลเชื่อมกับอ่าวไทย และ ทะเลอันดามัน รวมถึงมีพรมแดนทางทะเลร่วมกับ ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศอินเดีย ประเทศไทยมีประชากรเกือบ 66 ล้านคน[9] พื้นที่ประมาณ 513,115 ตารางกิโลเมตร (198,115 ตารางไมล์)[10] และมี กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุด[11]

หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่ามนุษย์อาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบันมาตั้งแต่ประมาณ 40,000 ปีก่อน กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมได้แก่ ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวมลายู ขณะที่ชาวไทมีทฤษฎีว่าอาศัยอยู่ในแถบเดียนเบียนฟู ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 และเริ่มเข้ามาในอาณาเขตประเทศไทยปัจจุบันระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 8–10 แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไท ในยุคประวัติศาสตร์กลาง มีการตั้งอาณาจักรสำคัญ ได้แก่ อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรล้านนา และอาณาจักรอยุธยา อาณาจักรสุโขทัยถือเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย ขณะที่อาณาจักรอยุธยา ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 1893 และรุ่งเรืองจนกลายเป็นประเทศอำนาจนำภูมิภาคแทนจักรวรรดิเขมร การติดต่อกับยุโรปเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2054 เมื่อคณะผู้แทนชาวโปรตุเกสเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา อาณาจักรอยุธยารุ่งเรืองสูงสุดจนถูกทำลายสิ้นเชิงในการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง โดยกองทัพอาณาจักรพม่าภายใต้ราชวงศ์โก้นบองใน พ.ศ. 2310

หลังการล่มสลายของอาณาจักรอยุธยา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมแผ่นดินและสถาปนาอาณาจักรธนบุรี ซึ่งมีอายุเพียง 15 ปี ก่อนที่พระองค์จะถูกสำเร็จโทษโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสถาปนาอาณาจักรรัตนโกสินทร์ขึ้น พร้อมย้ายเมืองหลวงมายังกรุงเทพมหานครใน พ.ศ. 2325 ในช่วงยุคจักรวรรดินิยมในเอเชีย ประเทศสยามเป็นรัฐเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจยุโรป แม้ต้องยอมสละดินแดน, สิทธิทางการค้า และกฎหมายผ่านสนธิสัญญาไม่เสมอภาคหลายครั้ง ระบบการปกครองเปลี่ยนเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบรวมศูนย์อำนาจตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามได้ปรับตัวสู่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคจักรวรรดินิยมและเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งโดยเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร การเข้าร่วมครั้งนี้เป็นการตัดสินใจทางการเมืองเพื่อแก้ไขผลกระทบจากสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับชาติตะวันตก และช่วยเสริมสถานะระหว่างประเทศของสยามให้เท่าเทียมมากขึ้น

หลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร ประเทศสยามได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็นประเทศไทย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ซึ่งเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นในฝ่ายอักษะ แต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้แพ้สงคราม เนื่องจากขบวนการเสรีไทย ดำเนินนโยบาย "ประกาศสันติภาพ" และฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับการประกาศดังกล่าว ทำให้ไทยหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในฐานะผู้แพ้สงครามเช่นเดียวกับรัฐฝ่ายอักษะอื่น ๆ ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยกลายเป็นพันธมิตรหลักนอกเนโทของสหรัฐอเมริกา และมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ทั้งในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และสงครามตัวแทนอื่น ๆ พร้อมทั้งเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีโต้) แม้ว่าจะมีช่วงสั้น ๆ ของประชาธิปไตยเสรีนิยมในทศวรรษ 1970 และ 1990 ประเทศไทยยังคงสลับระหว่างระบอบประชาธิปไตยและเผด็จการทหารอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ทศวรรษ 2000 ประเทศไทยประสบความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร (ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2544–2549) ซึ่งนำไปสู่การรัฐประหารใน พ.ศ. 2549 และใน พ.ศ. 2557 ปัจจุบันประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และมีรัฐบาลผสมภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 รวมถึงการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. 2563–2564 ซึ่งมีข้อเรียกร้องด้านประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ โครงสร้างรัฐธรรมนูญปัจจุบันยังคงเปิดโอกาสให้กองทัพไทยมีบทบาททางการเมืองโดยพฤตินัย[12] อีกทั้งประเทศไทยยังประสบปัญหาความตึงเครียดตามแนวชายแดนจากวิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2551–2554 ต่อเนื่องถึงวิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทดินแดนและการปะทะระหว่างกำลังทหารของทั้งสองประเทศ

ปัจจุบันประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะประเทศกำลังพัฒนาและมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีสถานะเป็นรัฐเดี่ยวปกครองด้วยระบบรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีรัฐสภาซึ่งใช้ระบบสภาคู่ ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาซึ่งสมาชิกมาจากการเลือกกันเอง ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ เป็นพันธมิตรหลักนอกเนโทของสหรัฐอเมริกา และเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รวมถึงการเป็นหนึ่งในประเทศอำนาจนำภูมิภาค กองทัพไทยได้รับการจัดว่าเป็นหนึ่งในกองทัพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 23 ของโลกตามภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อ อยู่ในอันดับที่ 29 ตามผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ โดยภาคการผลิต เกษตรกรรม และการท่องเที่ยวเป็นภาคเศรษฐกิจหลัก[13][14]

ชื่อเรียก

SPPM Mongkut Rex Siamensium (สมเด็จพระปรมินทรมหามงกุฎ พระเจ้ากรุงสยาม) พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ชาวต่างชาติเรียกอาณาจักรอยุธยาว่า "สยาม" เมื่อราวปี 2000[15]: 73  ยอร์ช เซเดส์ นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เขียนว่ามีการพาดพิงทาสหรือเชลยศึกซีเอม (Syam) ในจารึกอาณาจักรจามปาในคริสต์ศตวรรษที่ 11[16]: 190–191, 194–195  ทว่าคนไทยไม่เคยเรียกตนเองว่า "สยาม" หรือ "ชาวสยาม" เลย[17] ส่วนคำว่า "คนไทย" นั้น จดหมายเหตุลาลูแบร์ได้บันทึกไว้ชัดเจนว่า ชาวอยุธยาเรียกตนเองเช่นนั้นมานานแล้ว[15]: 217 

เดิมประเทศไทยเคยใช้ชื่อว่า "สยาม" มาแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยปรากฏใช้เป็นชื่อประเทศชัดเจนใน พ.ศ. 2399[18] ต่อมา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม ฉบับที่ 1 เปลี่ยนชื่อประเทศ พร้อมกับเรียกประชาชน และสัญชาติจาก "สยาม" มาเป็น "ไทย" ซึ่งแปลกต้องการบอกว่าดินแดนนี้เป็นของชาวไทยมิใช่ของเชื้อชาติอื่นตามลัทธิชาตินิยมในเวลานั้น[19]: 57–8  ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อประเทศกลับเป็นสยามอีกช่วงสั้น ๆ ใน พ.ศ. 2488 และเปลี่ยนกลับมาใช้ว่าไทยอีกครั้งใน พ.ศ. 2491 ซึ่งเป็นช่วงสมัยรัฐบาลที่แปลกกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้ยังเปลี่ยนจาก "Siam" ในภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส เป็น "Thaïlande" ในภาษาฝรั่งเศส และ "Thailand" ในภาษาอังกฤษอย่างในปัจจุบัน[17] อย่างไรก็ตาม ชื่อ สยาม ยังคงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ

ในความหมายอย่างเคร่งครัด คำว่า "ไทย" หมายถึงประเทศไทยภายหลังการเปลี่ยนชื่อประเทศใน พ.ศ. 2482 โดยมีข้อยกเว้นช่วงสั้นระหว่างปี พ.ศ. 2488–2491 ที่กลับไปใช้ชื่อ "สยาม" ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ขณะที่ในความหมายกว้าง คำว่า "ไทย" อาจใช้เพื่อหมายถึงรัฐและราชอาณาจักรทั้งหลายซึ่งนักประวัติศาสตร์กระแสหลักถือว่าเป็นเมืองหลวงของชนชาติไทยตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัยสืบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

แผนที่แสดงการกระจายทางภูมิศาสตร์ของผู้พูดภาษาตระกูลขร้า-ไท จะเห็นรูปแบบทั่วไปของการย้ายถิ่นของเผ่าที่พูดภาษาไทตามแม่น้ำและช่องเขาต่าง ๆ[20]: 27 

มีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีมนุษย์อยู่อาศัยในอาณาเขตประเทศไทยปัจจุบันอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคหินเก่าอย่างน้อยราว 20,000 ปี[21]: 4  พบหลักฐานการปลูกข้าวเก่าแก่สุดเมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล[20]: 4  ยุคสำริดเกิดขึ้นระหว่าง 1,250–1,000 ปีก่อนคริสตกาลโดยคาดว่ารับมาจากตอนใต้ของจีน[20]: 4  แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงในจังหวัดอุดรธานีจัดเป็นศูนย์การผลิตทองแดงและสำริดเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[22] ประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาลเริ่มปรากฏการใช้เหล็ก[20]: 5  อาณาจักรฟูนานเป็นอาณาจักรแรกสุดและทรงอำนาจที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจริญขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล[21]: 5  ต่อมา ชาวมอญอาศัยช่วงที่ฟูนันเสื่อมลงตั้งอาณาจักรของตน คือ อาณาจักรทวารวดีและอาณาจักรหริภุญชัยในคริสต์ศตวรรษที่ 6 ส่วนชาวขอมตั้ง จักรวรรดิขอมมีศูนย์กลางอยู่ที่อังกอร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 9[21]: 7  อาณาจักรตามพรลิงก์เป็นรัฐมลายูที่ควบคุมการค้าผ่านช่องแคบมะละกาที่ทรงอำนาจที่สุด เจริญขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 10[21]: 5 

บรรพบุรุษของชาวไทยปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มชาวไทซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชียแผ่นดินใหญ่ โดยมีภาษาร่วมกัน[23]: 2  หลักฐานจีนบันทึกถึงชาวไทครั้งแรกในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล และมีแนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไทอยู่หลายแนวคิด[24]

อาณาจักรสุโขทัยและแคว้นต่าง ๆ

เขตอิทธิพลในคาบสมุทรอินโดจีน ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13

เมื่อจักรวรรดิเขมรและอาณาจักรพุกามเสื่อมอำนาจเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทำให้เกิดรัฐใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมากในเวลาไล่เลี่ยกัน อาณาจักรของชาวไทกินอาณาบริเวณตั้งแต่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดียปัจจุบันจนถึงทิศเหนือของลาว และลงไปถึงคาบสมุทรมลายู[23]: 38–9  ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13 มีประชากรชาวไทอาศัยอยู่มั่นคงในอดีตดินแดนแกนกลางของอาณาจักรทวารวดีและอาณาจักรลพบุรี จนถึงดินแดนนครศรีธรรมราช แต่ไม่มีบันทึกรายละเอียดการเข้ามาของชาวไท[23]: 50–1  ประมาณคริสต์ทศวรรษ 1240 (ประมาณปี 1780) พ่อขุนบางกลางหาวรวบรวมกำลังกบฏต่อเขมร และราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์สุโขทัยพระองค์แรก[23]: 52–3  อาณาจักรสุโขทัยแผ่ขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จรดน่านและหลวงพระบางทางทิศเหนือ นครศรีธรรมราชทางทิศใต้ พุกามและมะตะบันทางทิศตะวันตก[23]: 55  อย่างไรก็ดี อาณาเขตอันกว้างใหญ่นี้น่าจะเกิดจากการสวามิภักดิ์ของเจ้าท้องถิ่นมากกว่า[23]: 55–6  นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงประดิษฐ์อักษรไทย มีเครื่องดินเผาสวรรคโลกเป็นสินค้าออกสำคัญ แต่เสถียรภาพของอาณาจักรได้อ่อนแอลงภายหลังการสวรรคตของพระองค์ ในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) อาณาจักรรับอิทธิพลของศาสนาพุทธนิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์

ส่วนเหนือขึ้นไป พญามังรายซึ่งสืบราชสมบัติหิรัญนครเงินยางเชียงราว ทรงตั้งอาณาจักรล้านนาขึ้นใน ค.ศ. 1839 มีศูนย์กลางอยู่ที่เชียงใหม่ ทรงรวบรวมแว่นแคว้นขึ้นในแถบลุ่มแม่น้ำปิง พระมหากษัตริย์ล้านนาล้วนสืบเชื้อสายจากพระองค์ต่อเนื่องกันกว่าสองศตวรรษ และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการแต่งงานกับเจ้าเมืองต่าง ๆ จรดแม่น้ำน่านทางทิศตะวันออกและเหนือแม่น้ำโขงขึ้นไป[25]: 8  ส่วนบริเวณเมืองท่าบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีการตั้งสหพันธรัฐในบริเวณเพชรบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรีและอยุธยาในคริสต์ศตวรรษที่ 11[25]: 8 

อาณาจักรอยุธยาและธนบุรี

กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฟรา มาอูโร (Fra Mauro) ประมาณปี 1993 ออกชื่อว่า "ชิแอร์โน" (Scierno)

อาณาจักรอยุธยากำเนิดจากอาณาจักรละโว้ (ลพบุรี) และแคว้นสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ที่อยู่ใกล้เคียง สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนาอาณาจักรอยุธยาใน พ.ศ. 1893 ในเขตเมืองอโยธยาเดิม[26]: 4  การปกครองของอาณาจักรอยุธยามีลักษณะเป็นเครือข่ายราชรัฐและจังหวัดบรรณาการที่สวามิภักดิ์ต่อพระมหากษัตริย์อยุธยาตามระบบมณฑล[27]: 355  เนื่องจากขาดกฎสืบราชสมบัติ เมื่อใดที่มีการผลัดแผ่นดินจะมีเจ้าหรือขุนนางทรงอำนาจยกทัพเข้าเมืองหลวงเพื่ออ้างสิทธิ์ทำให้เกิดการนองเลือดบ่อยครั้ง[28] การขยายอาณาเขตช่วงแรกอาศัยการพิชิตดินแดนและการอภิเษกทางการเมือง[26]: 17  ใน พ.ศ. 1912, 1931 และ 1974 อาณาจักรอยุธยายกทัพไปตีเมืองพระนคร (นครธม) เมืองหลวงของจักรวรรดิเขมร ได้ทั้งสามครั้ง[26]: 26  ทำให้อาณาจักรอยุธยาเป็นประเทศอำนาจนำภูมิภาคแทนจักรวรรดิเขมร การเข้าแทรกแซงสุโขทัยอย่างต่อเนื่องทำให้สุโขทัยตกเป็นประเทศราชและส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาตามลำดับ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปฏิรูปการปกครองใหม่ ซึ่งบางส่วนได้ใช้มาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[26]: 31  และทรงสถาปนาระบบศักดินา ก่อให้เกิดระบบไพร่ซึ่งเป็นแรงงานเกณฑ์ให้ราชการปีละหกเดือน[29]: 107  อย่างไรก็ดี การพยายามขยายอำนาจไปยังรัฐสุลต่านมะละกาทางใต้[21]: 11, 13  และอาณาจักรล้านนาไม่ประสบความสำเร็จ

การยึดครองมะละกาของโปรตุเกสใน พ.ศ. 2054 ทำให้กรุงศรีอยุธยาเริ่มติดต่อกับชาติตะวันตก[29]: 131  การชิงความเป็นใหญ่ระหว่างอาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรพม่าเหนือเชียงใหม่และมอญทำให้ทั้งสองขัดแย้งกัน[26]: 5  ขณะเดียวกัน ราชวงศ์ตองอูของพม่าเริ่มมีอำนาจมากขึ้น กระทั่งขยายดินแดนมายังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และพระเจ้าบุเรงนอง หลังจากนั้น กรุงศรีอยุธยาตกเป็นประเทศราชของพม่าใน พ.ศ. 2112[29]: 146–7  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้เวลา 15 ปีสร้างภาวะครอบงำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งหนึ่ง[25]: 11 

โกษาปานนำพระราชสาส์นของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชถวายแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14

จากนั้น กรุงศรีอยุธยายังมุ่งเพิ่มความสัมพันธ์กับชาติยุโรปต่อมาอีกหลายรัชกาล[29]: 164–5  ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอยุธยารุ่งเรืองขึ้นอย่างมากในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส ฮอลันดา และบริเตน ผู้เดินทางชาวยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และ 17 ยกอาณาจักรอยุธยาว่าเป็นสามมหาอำนาจแห่งเอเชียร่วมกับจีนและอินเดีย[20]: ix  อิทธิพลของชาวต่างชาติในกรุงศรีอยุธยาที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความเกลียดกลัวต่างชาติ จนลงเอยด้วยการปฏิวัติใน พ.ศ. 2231[29]: 185–6  อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์กับชาติยุโรปอื่นยังเป็นปกติและต่อมาบาทหลวงฝรั่งเศสก็กลับมามีอิสระในการเผยแผ่คริสต์ศาสนา[29]: 186 

อาณาจักรอยุธยาเริ่มเสื่อมอำนาจลงราวพุทธศตวรรษที่ 24 รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศถือเป็น "สมัยบ้านเมืองดี" ในกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย[26]: 84  ความขัดแย้งภายในติด ๆ กันหลายรัชกาล และการสงครามกับราชวงศ์โก้นบอง จนส่งผลให้เสียกรุงครั้งที่สองใน พ.ศ. 2310 ซึ่งก่อนหน้านั้นกรุงศรีอยุธยาว่างเว้นจากศึกสงครามมากว่า 150 ปี[30]: 22  หลังจากนั้นบ้านเมืองแตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่ารวมทั้งสิ้น 5 ก๊ก ในปีเดียวกัน เจ้าตาก (ต่อมาเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ได้รวบรวมไพร่พลขับไล่พม่า และย้ายราชธานีมาอยู่ที่กรุงธนบุรี พระองค์ทรงรวบรวมแผ่นดินให้อยู่ภายใต้พระองค์ ด้านสงครามภายนอก กองทัพธนบุรีสามารถขับไล่พม่าออกจากล้านนาได้ใน พ.ศ. 2319[29]: 225  และยึดกรุงเวียงจันทน์ได้ใน พ.ศ. 2321[29]: 227–8  อาณาจักรธนบุรีมีอายุเพียง 15 ปีและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียว หลังเกิดความขัดแย้งช่วงปลายรัชกาล พระองค์และพระราชโอรสทั้งหลายทรงถูกสำเร็จโทษโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้สถาปนาอาณาจักรรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325

กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นและสมัยอาณานิคม

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กรุงรัตนโกสินทร์สามารถป้องกันการเข้าตีของพม่าครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2328 และยุติการบุกครองของพม่า ก่อนพระองค์สวรรคตสามารถสถาปนาอำนาจปกครองเหนือพื้นที่ไพศาลอันเป็นที่ตั้งของประเทศลาวและกัมพูชาปัจจุบัน[31] ใน พ.ศ. 2364 จอห์น ครอว์เฟิร์ด นักการทูตชาวสกอตแลนด์ ถูกส่งมาเจรจาความตกลงการค้าฉบับใหม่กับกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็นสัญญาณแรกของปัญหาที่จะครอบงำการเมืองสยามในคริสต์ศตวรรษที่ 19[32] ใน พ.ศ. 2369 กรุงเทพมหานครลงนามสนธิสัญญาเบอร์นี หลังสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่หนึ่งยุติลงด้วยชัยของอังกฤษ[29]: 281  ปีเดียวกัน เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ทรงก่อกบฏเพราะเข้าพระทัยว่าอังกฤษจะบุกกรุงเทพมหานคร แต่ถูกปราบปราม[29]: 283–5  ผลทำให้กรุงเวียงจันทน์ถูกทำลาย รวมทั้งมีการกวาดต้อนชาวลาวข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ในเขตที่ราบสูงโคราชจำนวนมาก[29]: 285–6  กรุงเทพมหานครยังทำสงครามแย่งชิงอิทธิพลเหนือกัมพูชากับญวน ทำให้กรุงเทพมหานครกลับมามีอิทธิพลเหนือกัมพูชาอีกครั้ง[29]: 290–2 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป ใน พ.ศ. 2440

ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 สยามพยายามทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ภายในราชอาณาจักรให้อยู่ในฐานะอาณานิคม[29]: 308  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยตระหนักถึงภัยคุกคามจากชาติตะวันตก ราชสำนักจึงติดต่อรัฐบาลอังกฤษโดยตรงเพื่อลดความตึงเครียด[29]: 311  ฝ่ายรัฐบาลอังกฤษส่งเซอร์จอห์น เบาริ่งเข้ามาทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งเป็นสนธิสัญญาไม่เสมอภาคฉบับแรก ๆ อันนำมาสู่การทำสนธิสัญญากับชาติอื่นด้วยเงื่อนไขที่คล้ายกัน หากก็นำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครและการค้าระหว่างประเทศ[33] การเสด็จสวรรคตอย่างกระทันหันของพระองค์ด้วยโรคมาลาเรียทำให้เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ สืบราชสมบัติทั้งที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์[29]: 327 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรวมศูนย์อำนาจ ตั้งสภาช่วยราชการ การเลิกทาสและไพร่อันเป็นการยกเลิกระบบแรงงานเกณฑ์[29]: 329–30  วิกฤตการณ์วังหน้าใน พ.ศ. 2417 ทำให้ความพยายามปฏิรูปต้องหยุดชะงัก[29]: 331–3  ในคริสต์ทศวรรษที่ 1870–1880 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้นโยบายผนวกหัวเมืองเหนือเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักร และต่อมาได้ขยายไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้[29]: 334–5  ใน พ.ศ. 2430 มีการตั้งกรมจำนวน 12 กรมซึ่งต่อมาเป็นกระทรวงต่าง ๆ[29]: 347  ใน พ.ศ. 2436 เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เนื่องจากความขัดแย้งกับฝรั่งเศสทำให้มีการเรียกร้องเอาดินแดนลาวฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง[29]: 350–3  ฝรั่งเศสและบริเตนตกลงให้สยามเป็นรัฐกันชนระหว่างเจ้าอาณานิคมทั้งสอง[34] ล่วงเข้าคริสต์ศตวรรษที่ 20 สยามมุ่งเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคตั้งแต่สนธิสัญญาเบาว์ริงรวมทั้งสิทธิสภาพนอกอาณาเขต แต่ต้องแลกมาด้วยการแลกเปลี่ยนดินแดนหลายครั้ง[29]: 358–9  ต่อมามีการเริ่มระบบมณฑลเทศาภิบาลซึ่งเป็นการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่[29]: 362–3  ใน พ.ศ. 2448 เกิดกบฏในหัวเมืองปัตตานีโบราณ อุบลราชธานี และแพร่เพื่อต่อต้านความพยายามลดทอนอำนาจของเจ้าผู้ปกครองท้องถิ่น[29]: 371–3 

ใน พ.ศ. 2454 เกิดกบฏ ร.ศ. 130 ซึ่งคณะนายทหารพยายามล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์[29]: 397  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตอบโต้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อจนสิ้นรัชกาล[29]: 402  ทรงเผยแพร่แนวพระราชดำริว่าด้วยชาติไทย[29]: 404  ใน พ.ศ. 2460 ราชสำนักสยามเล็งเห็นว่าการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอาจก่อให้เกิดประโยชน์ในการเลิกสนธิสัญญาไม่เสมอภาค จึงประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรและประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลางในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460[35]: 407  ผลทำให้สยามได้เข้าร่วมการประชุมสันติภาพที่แวร์ซายโดยชาติตะวันตกยอมแก้ไขสนธิสัญญาในช่วง พ.ศ. 2463–2469 ให้สยามได้รับอิสระในการจัดเก็บภาษีอากรและยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต[35]: 408–9 

ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ สงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเย็น

พระยามโนปกรณนิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรก ปราศรัยต่อฝูงชนหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ใน พ.ศ. 2475

สืบเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจอันรุนแรงภายหลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยในขณะนั้น ราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศตกต่ำลงอย่างรุนแรง รายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการลดลง ประกอบกับรัฐบาลในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ลดรายจ่ายภาครัฐอย่างมากเพื่อประคับประคองฐานะการคลัง ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่อภิชนและขุนนางผู้มีบทบาททางเศรษฐกิจและการเมือง[21]: 25  ความไม่พอใจดังกล่าวสะสมจนถึงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย โดยมีผลให้คณะราษฎรเข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างเป็นทางการ และเป็นจุดเริ่มต้นของระบบรัฐสมัยใหม่ที่มีการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลตามหลักรัฐธรรมนูญ

ในปลายปี พ.ศ. 2476 ได้เกิดกบฏบวรเดช ซึ่งเป็นความพยายามของฝ่ายอนุรักษนิยมและกองกำลังที่ภักดีต่อพระมหากษัตริย์ที่ต้องการฟื้นฟูระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างไรก็ตาม กบฏดังกล่าวถูกปราบปรามลงโดยกองกำลังรัฐบาลภายใต้การนำของคณะราษฎร[29]: 446–8  การกบฏครั้งนี้มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐบาลคณะราษฎร เนื่องจากใน พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำริไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายและอุดมการณ์ของรัฐบาล ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการเมือง และในที่สุดพระองค์ทรงมีพระราชตัดสินพระทัยสละราชสมบัติใน พ.ศ. 2478 ภายหลังสภาผู้แทนราษฎรจึงมีมติเลือกพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งในขณะนั้นทรงดำรงพระราชอิสริยยศพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขณะทรงศึกษาวิชาการอยู่ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ให้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ[29]: 448–9 


ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2481 จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลเผด็จการทหารของเขาจัดการความนิยมของรัฐบาลด้วยการควบคุมและตรวจพิจารณาสื่อ มีการจับนักโทษการเมืองและนักเคลื่อนไหวต่อต้านราชวงศ์อย่างเปิดเผย[35]: 455, 457  ภายในปีแรก รัฐบาลออกกฎหมายต่อต้านชาวจีนหลายฉบับ และสงวนบางอาชีพให้เฉพาะชาวไทยซึ่งเป็นความคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ออกรัฐนิยม 12 ประการ รวมทั้งการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" เพื่อเน้นย้ำความเป็นชาติที่มีเอกราชและความเป็นหนึ่งเดียวของชนชาติไทย และควบคุมวิถีชีวิตประจำวันต่าง ๆ โดยอ้างว่าเพื่อให้ต่างประเทศมองว่าไทยเป็นรัฐสมัยใหม่ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ได้เกิดกรณีพิพาทอินโดจีนอันเป็นสงครามขนาดย่อมระหว่างฝรั่งเศสเขตวีชีกับไทย ถึงแม้จะแพ้ในยุทธนาวีเกาะช้าง แต่ทางบกสามารถยึดดินแดนได้ จนญี่ปุ่นเข้ามาเป็นตัวกลาง โดยมีการบรรลุอนุสัญญายกดินแดนลาวและกัมพูชาบางส่วนให้ไทย[35]: 462  หลังจากนั้นประเทศไทยเตรียมรับศึกญี่ปุ่น แต่สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาต่างไม่สามารถช่วยรักษาความมั่นคงของไทยได้[35]: 462–3 

วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นได้เคลื่อนทัพเข้ามาในประเทศไทย มีการปะทะกับญี่ปุ่นหลายจุด รัฐบาลไทยเห็นว่าการขัดขืนเปล่าประโยชน์ จึงสั่งหยุดยิง ยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทางผ่านประเทศไทยโดยแลกกับให้ญี่ปุ่นยอมรับเอกราชของไทย[35]: 463, 465  ภายหลังการสู้รบสั้น ๆ รัฐบาลไทยได้ลงนามในข้อตกลงเป็นพันธมิตรทางทหารกับจักรวรรดิญี่ปุ่นในฝ่ายอักษะ และต่อมาได้ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร รวมถึงสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร[29]: 465  อย่างไรก็ดี มีการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อต่อต้านการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่น รักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไทย[29]: 465–6  ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2485 แปลกนำกำลังเข้ายึดครองรัฐฉานของพม่า สถาปนาเป็นสหรัฐไทยเดิม ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังมอบดินแดนมลายูแก่ไทยด้วย[35]: 466–7  อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นเริ่มเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำใน พ.ศ. 2487 ไทยประสบปัญหาขาดแคลนสินค้าจำเป็น การเพิ่มภาษีและเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ทั้งยังเผชิญกับการทิ้งระเบิดทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร[35]: 467–8  เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487 แปลกแพ้มติในสภาผู้แทนราษฎรจึงลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน[35]: 470  ช่วงปลายสงคราม รัฐบาลไทยพยายามอย่างยิ่งที่จะให้รอดพ้นจากข้อเรียกร้องของฝ่ายสัมพันธมิตร โดยพยายามเสนอขบวนการเสรีไทยในประเทศให้ฝ่ายสัมพันธมิตรใช้เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น และไทยพึ่งความสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา[35]: 472–3  ภายหลังการยอมจำนนของญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้เหตุผลว่าการประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรไม่ชอบด้วยกฎหมาย และปฏิเสธข้อตกลงทั้งหมดระหว่างรัฐบาลแปลกกับญี่ปุ่น ด้านควงลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะไปมีส่วนกับญี่ปุ่นระหว่างสงคราม[35]: 473–4  สุดท้าย มีการบรรลุความตกลงสมบูรณ์แบบ ซึ่งไทยตกลงคืนดินแดนที่ได้มาระหว่างสงครามแก่รัฐเดิม พร้อมกับขายข้าวให้สหราชอาณาจักร เพื่อแลกกับการได้รับเสียงสนับสนุนให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรเสด็จสวรรคตอย่างเป็นปริศนาในพระบรมมหาราชวัง เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจและความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จขึ้นทรงราชย์สืบต่อมา ภายหลังไม่นานได้เกิดรัฐประหาร พ.ศ. 2490 โดยคณะทหารแห่งชาติและกลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยม ส่งผลให้คณะราษฎรหมดอำนาจทางการเมืองลงอย่างสมบูรณ์ ประเทศไทยเข้าสู่ยุคการเมืองที่มีลักษณะเป็น "การเมืองสามเส้า" ระหว่างผู้นำทางทหาร ได้แก่แปลก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งต่างฝ่ายต่างคานอำนาจระหว่างกัน

ต่อมาใน พ.ศ. 2497 ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีโต้) ทำให้ประเทศกลายเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา[29]: 493  และใน พ.ศ. 2500 ได้เกิดรัฐประหารโดยกลุ่มนายทหารฝ่ายกษัตริย์นิยมและอนุรักษนิยม ซึ่งมีสฤษดิ์เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ สฤษดิ์ได้ปกครองประเทศในลักษณะเผด็จการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ และสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบการปกครองของตนโดยเน้นย้ำพระราชสถานะในฐานะสมมติเทพของพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งเชื่อมโยงความจงรักภักดีของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ากับการสนับสนุนรัฐบาล[29]: 511  รัฐบาลชุดนี้ยังมุ่งพัฒนาประเทศในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และการศึกษา[29]: 514  อีกทั้งใน พ.ศ. 2504 เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้ามามีส่วนร่วมในสงครามเวียดนาม ก็ได้มีการทำสัญญาลับระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาให้คำมั่นในการคุ้มครองประเทศไทยในกรณีเกิดภัยคุกคาม[29]: 523 

สงครามเวียดนามเป็นตัวเร่งสำคัญให้สังคมไทยเข้าสู่กระบวนการทำให้ทันสมัยและได้รับอิทธิพลตะวันตกอย่างกว้างขวาง มีการอพยพแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมืองเพื่อหางานทำ ชาวนาในชนบทเกิดสำนึกทางชนชั้นและเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา[29]: 528  ขณะเดียวกัน การพัฒนาทางเศรษฐกิจและระบบการศึกษาในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ก่อให้เกิดชนชั้นกลางใหม่ที่มีการศึกษาและมีรายได้สูงพอที่จะลงทุนด้านการศึกษาของบุตรหลาน และมีศักยภาพในการเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม[29]: 534 

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองของนิสิตนักศึกษาและชนชั้นกลางเมือง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2514 ได้มีการชุมนุมใหญ่ต่อต้านการปกครองในระบอบเผด็จการของจอมพล ถนอม กิตติขจร ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก[29]: 541–3  เหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่า "เหตุการณ์ 14 ตุลา" อันเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริแต่งตั้งสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนับเป็นการที่พระมหากษัตริย์เสด็จเข้ามามีบทบาททางการเมืองโดยตรงเป็นครั้งแรกนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 ผลของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2514 ทำให้เกิดระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบรัฐสภาช่วงสั้น ๆ ที่ต่อมานักวิชาการเรียกว่า "ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน" อันเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยได้สัมผัสประสบการณ์ของการเมืองแบบเสรีนิยมและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวาง

ร่วมสมัย

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 มีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รวมทั้งการแพร่หลายของวรรณกรรมคอมมิวนิสต์[29]: 544, 546  ในช่วงนั้นรัฐบาลผสมหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชไม่มั่นคงและคอมมิวนิสต์ชนะทั้งในเวียดนาม ลาวและกัมพูชา[29]: 547  ราชวงศ์ ชนชั้นนำและชนชั้นกลางจำนวนมากมองว่านักศึกษาฝ่ายซ้ายถูกคอมมิวนิสต์ชี้นำ ทำให้มีการสนับสนุนองค์การฝ่ายขวาต่าง ๆ[29]: 548  ปลายปี พ.ศ. 2519 เกิดการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใน "เหตุการณ์ 6 ตุลา"[29]: 548–9  เป็นการปิดฉากการทดลองทางประชาธิปไตย กองทัพกลับเข้ามามีอำนาจ และการแสดงออกถูกปิดกั้น[29]: 549  หลังจากนั้น รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร "กลับไปใช้อำนาจนิยมยิ่งกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์"[29]: 552  นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายหนีเข้าป่าหรือออกนอกประเทศจำนวนมาก รัฐบาลเริ่มเสียการสนับสนุนจากกองทัพ จนมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2520[29]: 552–3  รัฐบาลใหม่ซึ่งมีเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาผู้ลี้ภัยและการปะทะตามชายแดนกับเวียดนามทำให้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน[23]: 553–4 

การสู้รบกับคอมมิวนิสต์ยุติลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อปี พ.ศ. 2523[19]: 60  รัฐบาลสามารถนำผู้ก่อการกำเริบกลับเข้าสู่สังคมและจัดการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2526[29]: 557  เปรมเป็นนายกรัฐมนตรีแปดปีในระบอบ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ซึ่งมีสภาผู้แทนราษฎรที่สมาชิกมาจากการเลือกตั้งและวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้ง ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ. 2531 ได้แก่ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เขาดูแลกองทัพที่เป็นพวกของตน ทำให้กองทัพอีกฝ่ายยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 นำโดยพลเอก สุจินดา คราประยูร ทีแรกเขาให้สัญญาว่าจะไม่รับอำนาจทางการเมืองแต่สุดท้ายเขาตระบัดสัตย์และเข้าเป็นหัวหน้ารัฐบาลใหม่[23]: 572–3  ทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาล เกิดการสลายการชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิต เรียกเหตุการณ์นี้ว่า "พฤษภาทมิฬ" พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รับสั่งให้สุจินดาและจำลอง ศรีเมือง แกนนำผู้ประท้วง เข้าเฝ้า หลังจากนั้นสุจินดาก็ลาออก

ปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤตการณ์การเงินที่เรียกว่า "วิกฤตต้มยำกุ้ง" ยุติการเติบโตทางเศรษฐกิจ 40 ปีติดต่อกัน[36]: 3  ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลง[29]: 576  รัฐบาลชวน หลีกภัยทำข้อตกลงกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ แต่ปัญญาชนหลายคนโจมตีว่าเป็นกองทุนช่วยเหลือคนรวย และไม่สนใจการฉ้อราษฎร์บังหลวง[29]: 576  ต่อมา ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งทั่วไปปี 2544 นโยบายของเขาประสบความสำเร็จในการลดความยากจนในชนบท[37] และริเริ่มระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า[38] ซึ่งทำให้เขาได้รับฐานเสียงขนาดใหญ่ในหมู่คนยากจน[39] ใน พ.ศ. 2547 เกิดคลื่นสึนามิพัดถล่มภาคใต้และเริ่มต้นความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้อีกครั้ง ใน พ.ศ. 2548 ทักษิณชนะการเลือกตั้งทั่วไปอย่างถล่มทลายและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สอง โดยมีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุดเป็นประวัติการณ์[40] ตั้งแต่ปลายปี 2548 เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้นโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประท้วงขับไล่เขาออกจากตำแหน่ง สุดท้ายมีรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณในเดือนกันยายน 2549 รัฐบาลทหารปกครองประเทศหนึ่งปีจนมีการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2550

การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553

พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปใน พ.ศ. 2550 และจัดตั้งรัฐบาล ต่อมา พธม. จัดการชุมนุมใหญ่ใน พ.ศ. 2551 ซึ่งมีการปิดท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรครัฐบาล 3 พรรค หลังจากนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ ชุมนุมประท้วงรัฐบาลใน พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2553 ซึ่งครั้งหลังนี้ยุติลงด้วยการเข้าสลายการชุมนุมของทหารทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 70 คน ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 ผลปรากฏว่าพรรคเพื่อไทย นำโดยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ ชนะการเลือกตั้งและเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล ในปีเดียวกัน เกิดมหาอุทกภัย มีพื้นที่ประสบภัย 65 จังหวัด นับเป็น "อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดทั้งในแง่ของปริมาณน้ำและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ"[41]

ปลายปี พ.ศ. 2556 เกิดวิกฤตการณ์การเมืองรอบใหม่ มีสาเหตุหลักจากสภาผู้แทนราษฎรผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ[42] เกิดการชุมนุมประท้วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลได้ยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 แต่ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้เพิกถอนการเลือกตั้ง วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 กองทัพยึดอำนาจการปกครองประเทศ คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองพยายามจัดโครงสร้างการเมืองเพื่อสงวนอำนาจของอภิชน เพิ่มบทบาทและอำนาจของกองทัพขณะที่ลดอำนาจของประชาสังคมและการปกครองส่วนท้องถิ่นจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีการวางแผนปฏิรูปประเทศ 20 ปี และให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งเป็นผู้ดำเนินการ[43]: 281–2  ซึ่งทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคที่กองทัพชี้นำประชาธิปไตย[44] หลังพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2559 และเข้าสู่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กองทัพก้าวเข้ามาเป็นผู้ชี้นำการกระจายอำนาจและผลประโยชน์ในช่วงหลังเปลี่ยนรัชกาลใหม่[43]: 286  ต่อมาใน พ.ศ. 2560 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด หลังการลงประชามติเมื่อปีก่อน

หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ครองอำนาจยาวนานถึง 5 ปี 1 เดือน 3 สัปดาห์ 3 วัน คสช. ก็ยอมให้จัดการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562 ผลทำให้เกิดรัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ โดยได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภา ใน พ.ศ. 2563 เริ่มเกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในทั่วประเทศต่อต้านรัฐบาลประยุทธ์สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ ตลอดจนมาตรการรับมือการระบาดทั่วของโควิด-19 ของรัฐบาล ในการประท้วงนั้นมีข้อเสนอปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์[45] รวมทั้งมีกระแสสาธารณรัฐนิยมมากที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน[46]

ในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายทหารสองพรรค[ต้องการอ้างอิง] ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (อดีตหัวหน้า คสช.) เป็นอดีตประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค และพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ (อดีตรองหัวหน้า คสช.) เป็นหัวหน้าพรรค ส่งผลให้พรรคก้าวไกล (พรรคประชาชนในปัจจุบัน) ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจากการเลือกตั้งกลายเป็นพรรคฝ่ายค้าน เศรษฐา ทวีสิน ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 และทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับประเทศไทยภายหลังลี้ภัยทางการเมืองในต่างประเทศเป็นเวลากว่า 15 ปี[47]

ต่อมาในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถอดถอนเศรษฐาจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก "ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง" จากกรณีแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน ที่ขาดคุณสมบัติ เป็นรัฐมนตรี[48] แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของทักษิณ ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 สืบต่อ[49]

ต่อมาในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ถอดถอนแพทองธารออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีการรั่วไหลของบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างไทย–กัมพูชา สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยในรอบ 50 ปี เพื่อทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน ตามข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยทำไว้กับพรรคประชาชน[50]

ภูมิประเทศ

ประเทศไทยตั้งอยู่กลางคาบสมุทรอินโดจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังอยู่บนคาบสมุทรมลายูด้วย อยู่ระหว่างละติจูด 5° ถึง 21° เหนือ และลองจิจูด 97° ถึง 106° ตะวันออก มีพรมแดนด้านตะวันออกติดประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ทิศใต้เป็นแดนต่อแดนประเทศมาเลเซียและอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดทะเลอันดามันและประเทศพม่า และทิศเหนือติดประเทศพม่าและลาว มีแม่น้ำโขงกั้นเป็นบางช่วง ประเทศไทยมีพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร เป็นอันดับที่ 51 ของโลกและอันดับที่ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเซียและเมียนมาร์ ประเทศไทยมีอาณาเขตทางทะเล (maritime zone) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 กว่า 323,488 ตารางกิโลเมตร มีความยาวชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามันรวมถึงช่องแคบมะละกาตอนเหนือ รวมความยาวชายฝั่งทะเลในประเทศไทยทั้งสิ้น 3,148 กิโลเมตร[51]

ประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย ภาคเหนือเป็นพื้นที่ภูเขาสูงสลับซับซ้อน จุดสูงที่สุดในประเทศไทย คือ ดอยอินทนนท์ ณ 2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล[52] รวมทั้งยังปกคลุมด้วยป่าไม้อันเป็นต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของที่ราบสูงโคราช สภาพของดินค่อนข้างแห้งแล้งและไม่ค่อยเอื้อต่อการเพาะปลูก ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง มีแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำใหญ่ที่สุดในประเทศซึ่งเกิดจากแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านที่ไหลมาบรรจบกันที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ทำให้ภาคกลางเป็นภาคที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และถือได้ว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก[19]: 103  ภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของคาบสมุทรมลายู[53]: 22  ขนาบด้วยทะเลทั้งสองด้าน มีจุดที่แคบลง ณ คอคอดกระ แล้วขยายใหญ่เป็นคาบสมุทรมลายู ทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ส่วนภาคตะวันตกเป็นหุบเขาและแนวเทือกเขาซึ่งพาดตัวมาจากทางตะวันตกของภาคเหนือ

ภูมิอากาศ

ภูมิอากาศของไทยส่วนใหญ่เป็นแบบ "ภูมิอากาศร้อนชื้นเขตร้อนหรือสะวันนา" ตามการแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิปเปน[54] ส่วนปลายใต้สุดและตะวันออกสุดของประเทศมีภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน ประเทศไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 18–34 °C[55]

ประเทศไทยมี 3 ฤดูกาล ฤดูแรกเป็นฤดูฝนหรือฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม) ฝนตกหนักที่สุดในเดือนสิงหาคมและกันยายน[56]: 2  ฤดูหนาวหรือฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมีอากาศแห้งและอุณหภูมิไม่ร้อนมาก ยกเว้นภาคใต้ที่มีฝนตกหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน[56]: 2  ส่วนฤดูร้อนหรือฤดูก่อนมรสุมกินเวลาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคมซึ่งมีอากาศร้อน สำหรับภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ กลางและตะวันออกของประเทศไทย เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปี ปกติอุณหภูมิมักสูงถึง 40 °C ยกเว้นพื้นที่ชายฝั่ง ในทางตรงข้าม การพัดของลมเย็นจากประเทศจีนทำให้อุณหภูมิต่ำลง ซึ่งบางกรณีอาจเข้าใกล้หรือต่ำกว่า 0 °C ได้[56]: 3  ภาคใต้มีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกลางคืนและระหว่างฤดูกาลน้อยเนื่องจากอิทธิพลของทะเล[56]: 3 

พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมีฝนตกเฉลี่ยทั้งปี 1,200 ถึง 1,600 มิลลิเมตร[56]: 4  แต่ในบางพื้นที่ที่เป็นฝั่งรับลมของภูเขา เช่น จังหวัดระนองและจังหวัดตราดมีปริมาณฝนกว่า 4,500 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนบริเวณแห้งแล้งคือฝั่งรับลมของหุบเขาภาคกลางและส่วนเหนือสุดของภาคใต้ซึ่งมีปริมาณฝนเฉลี่ยต่อปีน้อยกว่า 1,200 มิลลิเมตร[56]: 4  ในภาคใต้ ฝนตกหนักเกิดทั้งในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีมากสุดในเดือนกันยายนในฝั่งตะวันตก และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมในฝั่งตะวันออก[56]: 4 

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโลกเดือด[57] มีอากาศร้อนในฤดูหนาว[58] รวมถึงมีปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 จากเอลนีโญ[59] ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะสุขภาพของประชากรไทยโดยรวม[60]

ความหลากหลายทางชีวภาพ

ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งพืชและสัตว์อยู่มาก อันเป็นรากฐานอันมั่นคงของการผลิตในภาคเกษตรกรรม และประเทศไทยมีผลไม้เมืองร้อนหลากชนิด[19]: 103  พื้นที่ราว 29% ของประเทศเป็นป่าไม้ รวมไปถึงพื้นที่ปลูกยางพาราและกิจกรรมปลูกป่าบางแห่ง[61] ประเทศไทยมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากว่า 50 แห่ง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอีก 56 แห่ง โดยพื้นที่ 12% ของประเทศเป็นอุทยานแห่งชาติ (ปัจจุบันมี 110 แห่ง) และอีกเกือบ 20% เป็นเขตป่าสงวน[61] ประเทศไทยมีพืช 15,000 สปีชีส์ คิดเป็น 8% ของสปีชีส์พืชทั้งหมดบนโลก[62] ในประเทศไทย พบนก 982 ชนิด นอกจากนี้ ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และสัตว์เลื้อยคลานกว่า 1,715 สปีชีส์ซึ่งมีการบันทึก[63]

การลักลอบล่าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ยังเป็นปัญหาสำคัญ นักล่ามักฆ่าสัตว์อย่างเสือโคร่ง เสือดาวและแมวใหญ่อื่นเพื่อเอาหนัง มีการเลี้ยงหรือล่าสัตว์หลายชนิดรวมทั้งเสือโคร่ง หมี จระเข้และงูจงอางเพื่อเอาเนื้อ ประชากรช้างซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติลดจำนวนลงอย่างมีนัยสำคัญจากประมาณ 100,000 ตัวในปี 2393 เหลือเพียง 2,000 ตัวในปัจจุบัน[64] การล่าเพื่อเอางาและหนังยังคงเป็นปัญหาหลัก[65] รวมถึงการใช้แรงงาน และทารุณกรรมอย่างผิดกฏหมายในสถานที่ท่องเที่ยว[66] แม้การค้าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ผิดกฎหมาย แต่ตลาดนัดจตุจักรในกรุงเทพมหานครยังขึ้นชื่อเรื่องการขายสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อยู่[67]

นับได้ว่าประเทศไทยถูกจัดอยู่ในระดับปานกลาง หากแต่มีการปรับปรุงที่ดีขึ้นในดัชนีประสิทธิภาพสิ่งแวดล้อมโลก (EPI) โดยมีการจัดอันดับโดยรวม 91 ประเทศจาก 180 ประเทศในปี 2559 ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับแย่ที่สุด ได้แก่ คุณภาพอากาศ (167) ผลกระทบจากอุตสาหกรรมการเกษตร (106) และสภาพภูมิอากาศและพลังงาน (93) อันมีสาเหตุหลักจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงต่อกิโลวัตต์ตามชั่วโมงการผลิต อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังอยู่ในอันดับที่ดีในแง่การจัดการทรัพยากรน้ำ (66) โดยคาดว่าจะมีการปรับปรุงที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต รวมทั้งในด้านสุขาภิบาล (68)[68] ประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ยตามดัชนีความสมบูรณ์ของภูมิทัศน์ป่าไม้ประจำปี 2563 อยู่ที่ 6.00/10 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 88 จาก 172 ประเทศทั่วโลก[69]

การเมืองการปกครอง

ราชธานีของคนไทยแต่โบราณล้วนปกครองระบอบราชาธิปไตยตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยาเป็นต้นมา มีการรวมอำนาจปกครองในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นการสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบตะวันตก ครั้นวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

พระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงราชย์ตั้งแต่ปี 2559 ทรงถูกจำกัดพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญและมีสถานภาพเป็นประมุขแห่งรัฐในทางพิธีการ ทรงเป็นจอมทัพไทย กฎหมายบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงมีอำนาจแต่งตั้งรัชทายาท พระราชทานอภัยโทษ และพระราชทานพระบรมราชานุญาต อย่างไรก็ดี พระมหากษัตริย์ยังมีการแทรกแซงการเมืองไทยโดยตรงอยู่เป็นระยะ[b] และรัฐธรรมนูญยังเปิดช่องให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจวินิจฉัยได้ตามประเพณี พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ และความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงในประเทศ ทั้งนี้ มีผู้อธิบายพระราชอำนาจตามประเพณีหรือโดยพฤตินัยว่า "แม้ว่าพระราชอำนาจดังกล่าวจะมิได้บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตาม แต่ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เข้าใจตรงกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าเป็นพระราชอำนาจที่มีอยู่จริง และอาจกล่าวได้ว่าเป็นพระราชอำนาจส่วนที่สำคัญที่สุดในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน"[70]: 461  ทัศนคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของชาวไทยแตกต่างกันไปตามรัชกาล[71][72]

ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ นับเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในทวีปเอเชีย ประเทศไทยขาดเสถียรภาพทางการเมืองสูงและมีรัฐประหารหลายครั้ง รัฐธรรมนูญมักถูกเปลี่ยนโดยผลของรัฐประหาร ประเทศไทยมีรัฐประหารมากที่สุดในโลกในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย[73] ในปี 2558 "ประเทศไทยมีทหารหรืออดีตทหารเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศไทยเป็นเวลา 55 ปี จาก 83 ปีนับแต่ล้มสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475"[74] รัฐประหารครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2557 โดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งผลพวงจากเหตุการณ์นั้นทำให้เกิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564

สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภาปัจจุบัน

ในทางพฤตินัย ปัจจุบันประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์การเมืองระบุว่าระบอบดังกล่าวมาจากการเลือกตั้งที่มีข้อบกพร่องและเป็นการสืบทอดอำนาจของกองทัพ[75] รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด ระบุว่า ประเทศไทยมีรูปแบบรัฐเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือใช้ว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยกำหนดรูปแบบองค์กรบริหารอำนาจทั้งสามส่วนดังนี้

กองทัพและอภิชนข้าราชการประจำควบคุมพรรคการเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จตั้งแต่ปี 2489 ถึงคริสต์ทศวรรษ 1980 (ประมาณปี 2523)[76]: 16  พรรคการเมืองในประเทศไทยส่วนใหญ่มีความเป็นสถาบัน (institutionalize) ต่ำและแทบทั้งหมดมีอายุสั้น[77]: 246  ระหว่างปี 2535–2549 ประเทศไทยมีระบบพรรคการเมืองเป็นแบบสองพรรคหลัก[77]: 245  และมีแนวโน้มเป็นระบบพรรคเดียว (พรรคไทยรักไทย) มากขึ้นจนถึงปี 2549[77]: 244 

ในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 37 วันนับเป็นผู้บัญชาการทหารบกไทยคนที่ 11 ที่ได้ดำรงตำแหน่งหรือมีอำนาจเทียบเท่านายกรัฐมนตรี ก่อนที่รัฐสภาจะคืนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแก่ พลเอกประยุทธ์ในเวลาต่อมาถึงแม้จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 แต่รัฐบาลยังคงรักษาการต่อไปอีก ส่งผลให้ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568 "ประเทศไทยมีทหารหรืออดีตทหารเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศไทยเป็นเวลา 63 ปี 3 เดือน จาก 93 ปีนับแต่ล้มสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475[78]

อย่างไรจำนวนปีดังกล่าวไม่นับ ร้อยตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งไม่ได้เป็นทหารอาชีพถึงแม้ว่าจะมียศทางทหาร หลายตำราจึงให้เป็นนายกพลเรือนมากกว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากทหารหากนับจะเพิ่มเป็น 65 ปี 11 เดือน จาก 93 ปี จึงสรุปได้ว่าหากรวมอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีที่มียศทหารครองอำนาจร้อยละ 70 จากระยะเวลาทั้งหมด 93 ปี ทั้งนี้ยังมี บุคคลที่มียศ กองอาสารักษาดินแดน "ก่อน" ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีก 2 ราย ได้แก่ สมัคร สุนทรเวช และ อนุทิน ชาญวีรกูล อย่างไรก็ตามยศนายกองใหญ่เป็นยศที่ให้เป็นกรณีพิเศษสำหรับนายกรัฐมนตรีไทยทุกรายภายหลังได้รับตำแหน่ง

อนึ่ง ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร 11 รายซึ่งสามรายจากสิบเอ็ดรายเป็นพลเรือน อาทิ ธานินทร์ กรัยวิเชียร อานันท์ ปันยารชุน พจน์ สารสิน โดยได้รับตำแหน่งภายหลังรัฐประหาร ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นทหารหรืออดีตทหารที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการรัฐประหารด้วยเช่นกัน อาทิ พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ และ ร้อยตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

พรรคการเมืองซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้งตั้งแต่ปี 2544 จนกระทั่งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 ชัยชนะของพรรคที่ ทักษิณ ชินวัตร เป็นเจ้าของตลอด 22 ปี ได้พ่ายแพ้เป็นครั้งแรกโดยพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ

อย่างไรก็ตามพรรคที่ทักษิณเป็นเจ้าของได้จัดตั้งรัฐบาลโดยเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งเป็นพรรคทหารที่ก่อการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 สร้างความตกใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมากเนื่องจากพรรคการเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารกลับนำพรรคการเมืองที่มีส่วนในการรัฐประหารเชิญเข้าร่วมรัฐบาลและพร้อมเสนอตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่บุคคลสำคัญของพรรค นับเป็นการตระบัดสัตย์อีกครั้งหนึ่งของบุคคลที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงเพื่อที่จะได้คะแนนเสียงจากวุฒิสภาไทย ชุดที่ 12 ที่มาจากทหารในการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น

การแบ่งเขตการปกครอง

ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มีการจัดระเบียบราชการออกเป็นสามระดับ ได้แก่ ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น การปกครองส่วนภูมิภาคจัดระเบียบเป็น 76 จังหวัด โดยจังหวัดเป็นการแบ่งเขตการปกครองระดับบนสุด 878 อำเภอ 7,255 ตำบล[79] ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและปลัดอำเภอมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลกลาง จังหวัดล่าสุดของประเทศไทย คือ จังหวัดบึงกาฬซึ่งแยกจากจังหวัดหนองคายในปี 2554 ประเทศไทยมีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับตำบล เมืองและนครรวม 7,852 แห่ง[80] สำหรับกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ สำหรับปริมณฑลและภูมิภาคไม่ใช่การแบ่งเขตการปกครองตามกฎหมาย ทั้งนี้ มีการแบ่งประเทศไทยออกเป็น 4 ถึง 6 ภาค แล้วแต่แหล่งอ้างอิง

แผนที่ประเทศไทยแบบคลิกได้ เมื่อคลิกที่ชื่อจังหวัดแล้วจะลิงก์ไปบทความจังหวัดนั้น ๆ

จังหวัดเชียงรายจังหวัดพะเยาจังหวัดน่านจังหวัดแพร่จังหวัดอุตรดิตถ์จังหวัดลำปางจังหวัดลำพูนจังหวัดเชียงใหม่จังหวัดแม่ฮ่องสอนจังหวัดเลยจังหวัดหนองคายจังหวัดบึงกาฬจังหวัดหนองบัวลำภูจังหวัดอุดรธานีจังหวัดสกลนครจังหวัดนครพนมจังหวัดชัยภูมิจังหวัดขอนแก่นจังหวัดกาฬสินธุ์จังหวัดมุกดาหารจังหวัดมหาสารคามจังหวัดร้อยเอ็ดจังหวัดยโสธรจังหวัดอำนาจเจริญจังหวัดนครราชสีมาจังหวัดบุรีรัมย์จังหวัดสุรินทร์จังหวัดศรีสะเกษจังหวัดอุบลราชธานีจังหวัดสุโขทัยจังหวัดพิษณุโลกจังหวัดกำแพงเพชรจังหวัดพิจิตรจังหวัดเพชรบูรณ์จังหวัดนครสวรรค์จังหวัดอุทัยธานีจังหวัดชัยนาทจังหวัดสิงห์บุรีจังหวัดลพบุรีจังหวัดสุพรรณบุรีจังหวัดอ่างทองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจังหวัดสระบุรีจังหวัดนครปฐมจังหวัดนนทบุรีจังหวัดปทุมธานีจังหวัดนครนายกจังหวัดสมุทรสงครามจังหวัดสมุทรสาครกรุงเทพมหานครจังหวัดสมุทรปราการจังหวัดฉะเชิงเทราจังหวัดปราจีนบุรีจังหวัดสระแก้วจังหวัดชลบุรีจังหวัดระยองจังหวัดจันทบุรีจังหวัดตราดจังหวัดตากจังหวัดกาญจนบุรีจังหวัดราชบุรีจังหวัดเพชรบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จังหวัดระนองจังหวัดชุมพรจังหวัดสุราษฎร์ธานีจังหวัดพังงาจังหวัดภูเก็ตจังหวัดกระบี่จังหวัดนครศรีธรรมราชจังหวัดตรังจังหวัดพัทลุงจังหวัดสตูลจังหวัดสงขลาจังหวัดปัตตานีจังหวัดยะลาจังหวัดนราธิวาส


การแบ่งจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทยออกเป็น 6 ภาค ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2478[81]

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อาณาจักรโบราณของไทยมีความสัมพันธ์เป็นรัฐบรรณาการของจีน ส่วนความสัมพันธ์กับรัฐใกล้เคียงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่จะเน้นการรวบรวมอาณาจักรของคนไทซึ่งรวมทั้งสุโขทัย ล้านนา นครศรีธรรมราช และล้านช้าง ส่วนความสัมพันธ์กับพม่าและเวียดนามเป็นไปในลักษณะการทำสงครามเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ โดยมีการแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือกัมพูชากับเวียดนามตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนความสัมพันธ์ด้านการค้านั้น กรุงศรีอยุธยามีการค้าขายกับชาติในเอเชียและตะวันตกและเป็นเมืองท่าสำคัญ

นับแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศสยามเผชิญกับลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก นำไปสู่การลงนามสนธิสัญญาเบาว์ริงซึ่งเป็นสนธิสัญญาไม่เป็นธรรม รัฐบาลลงนามสนธิสัญญาทำนองเดียวกันกับชาติตะวันตกหลายประเทศเพื่อหวังสร้างความสัมพันธ์แบบพหุภาคีเพื่อให้ชาติเหล่านั้นถ่วงดุลกันเอง ประเทศสยามไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกซึ่งสาเหตุบางส่วนเนื่องจากบริเตนและฝรั่งเศสตกลงให้สยามเป็นรัฐกันชน ประเทศสยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งโดยเข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ได้แก้ไขสนธิสัญญาไม่เป็นธรรม และในสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลไทยเข้าร่วมกับญี่ปุ่น แต่กลับได้สถานะผู้ชนะสงครามไปด้วย จนได้ชื่อว่า "การทูตไม้ไผ่" หรือ "การทูตลู่ตามลม"[82]

นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชากับผู้นำประเทศอาเซียนต่าง ๆ ในปี 2559

การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2492 เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยในช่วงสงครามเย็น[21]: 214  ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐมาตั้งแต่การลงนามองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2497 และดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเข้มข้น มีการส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม ไทยอนุญาตให้สหรัฐตั้งฐานทัพในประเทศ อย่างไรก็ดี หลังจากสหรัฐถอนกำลังออกจากเวียดนาม ประเทศไทยเปลี่ยนนโยบายไปปรับความสัมพันธ์กับประเทศจีนแทน จนมีการเลิกการอนุญาตให้สหรัฐตั้งฐานทัพในประเทศไทยและปรับความสัมพันธ์ทางทูตกับจีนอย่างเป็นทางการในปี 2518[21]: 216 

ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ไทยลงนามความตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกับประเทศบาห์เรน จีน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ชิลี และเปรู และความตกลงการค้าเสรีกับประเทศอาเซียน และความตกลงการค้าพหุภาคี (ในฐานะอาเซียน) กับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์[83] สมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่าประเทศไทยจะเลิกรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศและทำงานร่วมกับประเทศผู้บริจาคเพื่อช่วยพัฒนาประเทศพื้นบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ทักษิณมุ่งให้ประเทศไทยเป็นผู้นำภูมิภาค แต่เขาก็สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเผด็จการทหารพม่า รวมทั้งการให้สินเชื่อ[84] ในสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประเทศไทยมีข้อพิพาทกับประเทศกัมพูชาเหนือความเป็นเจ้าของปราสาทพระวิหาร เกิดวิกฤตการณ์ชายแดนระหว่างปี 2551–2554 หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับชาติตะวันตกเสื่อมลง และไทยหันไปเข้ากับประเทศจีนมากขึ้น[85]

ในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้งในสงครามอิสราเอล–ฮะมาส นายกรัฐมนตรีไทยเคยมีท่าทีประณามการโจมตีอิสราเอลอย่างเปิดเผย รวมทั้งแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อรัฐบาลและประชาชนอิสราเอล อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยเปลี่ยนจุดยืนในเวลาต่อมาพร้อมประกาศว่าประเทศไทยมีจุดยืนที่เป็นกลางต่อสถานการณ์ดังกล่าว[86] มีรายงานว่าชาวไทยจำนวน 28 คนถูกสังหารจากเหตุการณ์นี้[87]

กองทัพ

เครื่องบินขับไล่เอฟ-16 ไฟทิงฟอลคอนของกองทัพอากาศไทย

พระมหากษัตริย์ดำรงตำแหน่งจอมทัพไทยโดยนิตินัย ในทางปฏิบัติ กองทัพไทยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงกลาโหม มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้สั่งการ และอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้บัญชาการ กองทัพไทยแบ่งออกเป็น 3 เหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบกไทย กองทัพเรือไทย และกองทัพอากาศไทย ทุกวันนี้กองทัพไทยมีกำลังทหารทั้งสิ้น 1,025,640 นาย และมีกำลังหนุนกว่า 200,000 นาย และมีกำลังกึ่งทหารประจำการกว่า 113,700 นาย[88] ในปี 2558 เครดิตสวิสจัดอันดับว่าประเทศไทยมีดัชนีกำลังทางทหารสูงเป็นอันดับที่ 16 ของโลก[89] งบประมาณกลาโหมเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจาก 78,100 ล้านบาทในปี 2548 เป็น 207,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2559 คิดเป็นประมาณร้อยละ 1.5 ของจีดีพี[90][91]

ประเทศไทยมีการเกณฑ์ทหาร โดยหน้าที่ในการรับราชการทหารของชายไทยมีบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศอำนาจทางบกตามแบบที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ พร้อมทั้งกองทัพอากาศขนาดใหญ่พอสมควรและมีสมรรถนะกองทัพเรือที่เพิ่มขึ้น[92]: 26  อย่างไรก็ดี การซื้อเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือบรรทุกเครื่องบิน มีปัจจัยด้านเกียรติภูมิเข้ามาเกี่ยวข้องนอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอย[92]: 33  ประเทศไทยเคยส่งกำลังพลเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ประเทศติมอร์-เลสเต และดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน[93]: 135 

หน้าที่หลักของกองทัพไทยคือการรับมือภัยคุกคามในประเทศมากกว่านอกประเทศ[94] กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายการเมืองของกองทัพไทย โดยมีอำนาจหน้าที่ทางสังคมและเศรษฐกิจของราชการพลเรือนด้วย และยังมีภารกิจในการต่อต้านประชาธิปไตย[94] กองทัพไทยขึ้นชื่อเรื่องมีทหารทุจริต เช่น จากกรณีการซื้อยุทธภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานหรือแพงเกิน การลักลอบค้ามนุษย์[95] การปฏิบัติต่อทหารเกณฑ์อย่างไม่เป็นธรรม[96] รวมทั้งการใช้เส้นสายฝากตั้งญาติเป็นนายทหาร[97] ในเดือนมีนาคม 2563 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยแพร่รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อทหารเกณฑ์ในกองทัพไทย โดยการกระทำดังกล่าวถูกปกปิดโดยเจ้าหน้าที่[98] กองทัพยังมีบทบาททางการเมืองอย่างเปิดเผย โดยมีการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งประกอบด้วยนายทหารประจำการ และผู้เกษียณอายุราชการมากกว่า 100 นายตลอดหลายปีที่ผ่านมา[99]

ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 75 ของโลกตามการจัดอันดับดัชนีสันติภาพโลก พ.ศ. 2567[100]

อาชญากรรมและการบังคับใช้กฎหมาย

คดีอาชญากรรมรวมทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละประมาณร้อยละ 1.3 ระหว่างปี 2540–2554 ในช่วงนโยบายปราบปรามยาเสพติดของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร (กุมภาพันธ์–เมษายน 2546) อาชญากรรมยาเสพติดลดลงร้อยละ 64.6 แต่การฆ่าคนและอาชญากรรมอื่นต่อบุคคลเพิ่มขึ้น[101]: 162  จังหวัดชลบุรีและภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีอาชญากรรมสูงสุดสองอันดับแรก แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่อาชญากรรมรุนแรง[101]: 162  อัตราชำระคดี (clear-up) ของตำรวจโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 86.78 ระหว่างปี 2550–2554[101]: 163  อัตราอาชญากรรมถ่วงน้ำหนักแปรผันตรงกับจำนวนแรงงานเข้าเมืองมิชอบด้วยกฎหมาย แต่แปลผกผันกับคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ จำนวนพระภิกษุและความหนาแน่นของประชากร[101]: 163  ประเทศไทยมีปัญหาจำนวนอาวุธปืนมาก ชาวไทยประมาณร้อยละ 10 เป็นเจ้าของปืน และมีอัตราการเสียชีวิตเกี่ยวกับปืนที่มีรายงานสูงสุดในทวีปเอเชีย[102] สหประชาชาติวิจารณ์ประเทศไทยว่าไม่สามารถขจัดความเป็นทาสและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคประมง[103]

สถิติปี 2555 พบว่าชาวไทยประสบเหตุอาชญากรรม 152,228 คน เป็นอาชญากรรมต่อทรัพย์สินมากที่สุด (ร้อยละ 92.5)[104]: v  ทรัพย์สินที่ถูกขโมยส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินที่สามารถนำติดตัวไปได้ นอกจากนั้นเป็นเครื่องใช้นอกและในบ้าน เครื่องประดับ เป็นต้น[104]: vi  ประสบเหตุอาชญากรรมต่อชีวิตและร่างกาย 7,879 คน เป็นการถูกทำร้ายร่างกายมากที่สุด (ร้อยละ 79.8)[104]: vii  ส่วนใหญ่ผู้ประสบเหตุอาชญากรรมไม่ได้แจ้งตำรวจ โดยเฉลี่ยร้อยละ 66.6 ยกเว้นอาชญากรรมทางเพศและอาชญากรรมต่อชีวิตและร่างกายที่มีการแจ้งตำรวจเกินครึ่ง (ร้อยละ 67.2 และ 55 ตามลำดับ)[104]: 26 

มีรายงานว่า กำลังความมั่นคงบางครั้งใช้กำลังเกินกว่าเหตุและถึงตายต่อผู้ต้องสงสัยและมีวิสามัญฆาตกรรม การฆ่าคนตามอำเภอใจและการฆ่าคนไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งมีการทรมานและทุบตีผู้ต้องสงสัยเพื่อรีดคำสารภาพ[105] ประเทศไทยมีผู้ต้องขังประมาณ 306,000 คนในปี 2559[105] ประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังมากที่สุดในอาเซียน และมากเป็นอันดับที่ 3 ของทวีปเอเชีย[106] ผู้ต้องขังก่อนพิจารณาคดีในศาลคิดเป็นร้อยละ 18 ของประชากรเรือนจำ ในปีงบประมาณ 2559 มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว 762 คน[105] มีหลายกรณีที่กล่าวหาว่าตำรวจใช้อำนาจมิชอบ แต่ผู้ถูกกล่าวหามักไม่ถูกลงโทษ[105] ในศาลพลเรือน รัฐบาลจัดหาความช่วยเหลือทางกฎหมาย แต่มีรายงานว่าความช่วยเหลือดังกล่าวมีคุณภาพต่ำ[105]

ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อการฉ้อราษฎร์บังหลวงในหลายภาคส่วนของประเทศ[103] หลังรัฐประหารปี 2557 ฝ่ายตุลาการถูกทำให้เป็นเรื่องการเมืองอย่างสูง กระบวนการทางกฎหมายในประเทศไทยมักช้าและบางทีมีการใช้วิธีการนอกกฎหมายเพื่อมีผลต่อคำพิพากษา[103] ฝ่ายความมั่นคงในประเทศไทยมีชื่อเสียงว่าเป็นสถาบันที่ฉ้อฉลที่สุดในประเทศเนื่องจากความพัวพันกับการเมืองและระบบอุปถัมภ์[103] บริษัทที่ไม่จ่ายค่าอำนวยความสะดวกแก่ข้าราชการอาจเสียเปรียบด้านการแข่งขันเทียบกับบริษัทอื่น[103] มีการฮั้วประมูล[103] การบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยมีความผันแปรและการดำเนินคดีการฉ้อราษฎร์บังหลวงระดับสูงอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง[103]

นับตั้งแต่ วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2546 เด็กไทยเสียชีวิตเพราะเพื่อนเอาปืนมายิงที่โรงเรียน[107] อย่างน้อย 4 ราย[108][109] ที่โรงเรียนปากพนัง 2 ราย[110]นับตั้งแต่ปี 2566 เด็กไทยถูกเพื่อนเอามีดแทงที่โรงเรียนจนถึงแก่ความตาย 3 ราย[111][112][113]ถึงกระนั้นก็ตามคนไทยจำนวนมากเข้าใจว่าประเทศไทยไม่เคยมีเหตุ การยิงกันในโรงเรียน (School Shooting) แม้แต่ครั้งเดียว

ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยมีการเรียกว่า "อาจเป็นกฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาทที่รุนแรงที่สุดในโลก"[114] และ "โหด"[115] องค์การนิรโทษกรรมสากลถือว่าผู้ถูกจำคุกฐานดังกล่าวเป็นนักโทษการเมือง[116] คณะทำงานว่าด้วยการกักขังโดยพลการของสหประชาชาติถือว่าการกักขังก่อนพิจารณาคดีถือว่าละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ[117]

เศรษฐกิจ

เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในรูปตัวเงิน16.56 ล้านล้านบาท (2563)[118]
การเติบโตของจีดีพี3.9% (2560)[119]
ดัชนีราคาผู้บริโภค
• ทั่วไป
• พื้นฐาน

1.23% (2564)
0.23% (2564)
[120]
อัตราการมีส่วนร่วมกำลังแรงงาน68.0% (2560)[121]: 29 
อัตราการว่างงาน1.2% (2560)[119]
หนี้สาธารณะรวม9.83 ล้านล้านบาท (ก.พ. 2565)[122]
ความยากจน8.61% (2559)[121]: 36 
ทรัพย์สินครัวเรือนสุทธิ20.34 ล้านล้านบาท (2553)[123]: 2 
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ กรุงเทพมหานครเป็นนครที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ในทวีปเอเชีย[124]: 85 

ประเทศไทยมีเศรษฐกิจแบบผสม ประเทศไทยมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเซีย โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติจัดให้ประเทศไทยเป็น "ผู้ประสบความสำเร็จสูง" ในเอเชียตะวันออก[125] ในปี 2556 ประเทศไทยมีดัชนีการรับรู้การทุจริตค่อนข้างต่ำ โดยอยู่อันดับที่ 102 จาก 177 ประเทศ[126] ธนาคารโลกจัดให้ประเทศไทยเป็นประเทศมีรายได้ปานกลาง-สูงในปี 2554[127] เศรษฐกิจของประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าสองในสามของจีดีพีรวมในประเทศ การส่งออกสินค้าและบริการคิดเป็นมูลค่ากว่า 105 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี[128] สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรคอมพิวเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้าข้าว, ผลิตภัณฑ์สิ่งทอและรองเท้า, ผลิตภัณฑ์ประมงยาง และอัญมณี

ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับที่ 28 ของโลก ในปี 2564 การส่งออกเป็นสัดส่วน 74% ของจีดีพี[129] ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนต่อจีดีพีมากที่สุดคือ 38.1% ภาคการค้าส่ง ค้าปลีกมีสัดส่วนต่อจีดีพี 13.4% ภาคการขนส่งและการสื่อสารมีสัดส่วนต่อจีดีพี 10.2% ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนต่อจีดีพี 8.3% ในปี 2552–2553 ประเทศไทยส่งชิ้นส่วนและส่วนประกอบออก ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ มูลค่า 48,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 25% ของมูลค่าการส่งสินค้าออก[125] มีมูลค่าการนำเข้าเป็นอันดับที่ 22 ของโลก ประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ ประเทศจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออสเตรเลีย ฮ่องกงและเกาหลีใต้[130] เครื่องจักรเป็นทั้งสินค้านำเข้าและส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทย[131] องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) เป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของไทย[132]

ประเทศไทยมีกำลังแรงงาน 39.38 ล้านคน อยู่ในภาคเกษตรกรรมมากที่สุด 15.41 ล้านคน หรือ 39.1% ของกำลังแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ค่าแรงขั้นต่ำทางการทุกจังหวัดเป็น 300 บาท อัตราการว่างงานของประเทศอยู่ที่ 1.2%[119] ซึ่งน้อยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่แนวโน้มแรงงานกว่าครึ่งประกอบอาชีพที่ไม่มั่นคงหรืออาชีพที่ไม่เป็นทางการ[133] กับทั้ง 40% มีปัญหาการทำงานต่ำระดับ[134] ในปี 2559 ประเทศไทยมีผู้ย้ายถิ่นขึ้นทะเบียนประมาณ 2 ล้านคน โดยหนึ่งในสามเป็นผู้ถือใบอนุญาตทำงานชั่วคราว ส่วนแรงงานไม่สม่ำเสมอคาดว่ามีอีกประมาณ 1–2 ล้านคน[135] หลังรัฐประหารปี 2557 แรงงานต่างด้าวกัมพูชาหลบหนีกลับประเทศจำนวน 180,000 คนหลังรัฐบาลประกาศปราบปราม[136] หลังประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ทำให้มีแรงงานต่างด้าวออกนอกประเทศหลายหมื่นคน[137] ในปี 2560 เศรษฐกิจไทยมีแรงงานนอกระบบ (คือแรงงานที่ไม่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่มีหลักประกันสังคม) 20.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 55.2 ของผู้มีงานทำ[138]: iii 

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยเป็นประเทศยากจนที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง โดยก่อนหน้านี้เศรษฐกิจไทยซบเซามาอย่างน้อยหนึ่งศตวรรษ[36]: 3  ระหว่างปี 2508 ถึง 2539 ผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้นต่อคนเติบโตร้อยละ 7 ต่อปี และระหว่างปี 2530 ถึง 2539 เรียกว่าเป็นช่วง "เศรษฐกิจบูม" เศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วที่สุดในโลก ซึ่งมาจากการลงทุนระดับสูงมาก[36]: 3  การเติบโตของหุ้นเป็นปัจจัยทำให้เศรษฐกิจเติบโตกว่าครึ่ง[36]: 9  การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในช่วงเศรษฐกิจบูมเป็นการไหลเข้าของทุนระยะสั้นร้อยละ 23[36]: 12  วิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 มีสาเหตุระยะยาวหลายอย่าง แต่ชนวนเหตุที่บั่นทอนความเชื่อมั่นเกิดจากการเติบโตของการส่งออกลดลงอย่างรุนแรงในปี 2539[36]: 21–2  จีดีพีของไทยหดตัวร้อยละ 10.5 ในปี 2541[36]: 30 

เขตสาทรในกรุงเทพมหานคร หนึ่งในย่านธุรกิจสำคัญของประเทศซึ่งเป็นที่ตั้งของตึกระฟ้า โรงแรม และสถานทูต

ประเทศไทยฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินในปี 2546[36]: 53  การฟื้นตัวทางเศรษฐกิของไทยล่าช้าเพราะขาดอุปทานรวม[36]: 32  ระหว่างปี 2542 ถึง 2550 จีดีพีไทยเติบโตระหว่างร้อยละ 2.1 ถึง 7.1 ต่อปี[139] ด้วยการขาดเสถียรภาพจากการประท้วงใหญ่ในปี 2553 การเติบโตของจีดีพีของประเทศไทยอยู่ที่ราวร้อยละ 4–5 ลดลงจากร้อยละ 5–7 ในรัฐบาลพลเรือนก่อน ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นสาเหตุหลักของการเสื่อมความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภค[140] นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทหารหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ที่เรียก ประชารัฐ ทำให้เกิดทุนนิยมแบบลำดับชั้นที่ธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยเชื้อสายจีนเข้าไปเลี้ยงดูและชี้นำธุรกิจในท้องถิ่น[43]: 300  เศรษฐกิจไทยหดตัวร้อยละ 6.1 เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 นับเป็นการหดตัวมากที่สุดนับแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง[141] หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสมัยประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 7 ปี (จนถึงเดือนพฤษภาคม 2564) รัฐบาลกู้เงินแล้ว 8.47 ล้านล้านบาท[142] และมีตัวเลขในเดือนมิถุนายน 2565 ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 42.50 เป็นร้อยละ 60.58 ใน 8 ปี[143]

ในปี 2560 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3.9 เมื่อปรับอัตราเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.3 ในปี 2559 นับเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2555[144] อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐที่สูง โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นปัจจัยสำคัญให้รัฐบาลจำต้องเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของประเทศจาก 60% เป็น 70% ของจีดีพี[145]

จากข้อมูลในปี 2567 พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาผลผลิตต่ำ, ปัญหาการศึกษา, หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูง, การลงทุนจากภาคเอกชนต่ำ และการชลอตัวในการเติบโตทางเศรษฐกิจ[146][147] โดยนักวิจัยคาดการณ์ว่า การเติบโตของจีดีพีต่อปีจะต่ำกว่า 2% ในทศวรรษหน้าโดยไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ[148]

ความมั่งคั่ง ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

สัดส่วนความมั่งคั่งที่ครัวเรือนถือครองแบ่งตามเปอร์เซนไทล์ของครัวเรือน[149]: 15–6 
เปอร์เซนไทล์สัดส่วน
ต่ำสุดร้อยละ 200.5
ต่ำสุดร้อยละ 403.5
ต่ำสุดร้อยละ 6012.5
สูงสุดร้อยละ 2069.5

ประเทศไทยมีความมั่งคั่งมัธยฐานต่อผู้ใหญ่หนึ่งคน 1,469 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2559[149]: 98  เพิ่มขึ้นจาก 605 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2543[149]: 34  ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 55 ของดัชนีความมั่นคงทางอาหารโลกในปี 2560[150] หลังภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ภาคครัวเรือนยังมีสภาพคล่องดี และมีความสามารถในการดำรงการบริโภคได้ แม้มีรายได้สุทธิต่อค่าใช้จ่ายลดลงเมื่อเทียบกับปี 2549 แต่การบริโภคไม่ได้ลดลง[123]: 3  ในปี 2559 ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของไทยอยู่ในอันดับที่ 87 [125] และดัชนีการพัฒนามนุษย์ที่ปรับความเหลื่อมล้ำแล้วอยู่อันดับที่ 70[151] กรุงเทพมหานครซึ่งมีผลิตภัณฑ์จังหวัดสูงสุดมีมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัดเป็น 406.9 เท่าของจังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งมีน้อยที่สุด[เชิงอรรถ 1]

ในปี 2560 ครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 26,946 บาท[153]: 1  ครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุดร้อยละ 20 มีส่วนแบ่งรายได้คิดเป็นร้อยละ 45.0 และครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 มีส่วนแบ่งรายได้คิดเป็นร้อยละ 7.1[153]: 4  กลุ่มประชากรร้อยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุดมีรายได้ต่ำกว่า 5,344 บาทต่อคนต่อเดือนมีจำนวน 26.9 ล้านคน[154]: 5  ในปี 2556 ผู้ประท้วงกลุ่ม กปปส. ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 32) มีรายได้ครัวเรือนเกิน 50,000 บาทต่อเดือน ส่วน นปช. ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 27) มีรายได้ครัวเรือน 10,000–20,000 บาทต่อเดือน[155]: 7 

ในปี 2559 สถาบันการเงินเครดิตสวิสรายงานว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากประเทศรัสเซียและอินเดีย[156] คนรวยสุดร้อยละ 10 ถือครองทรัพย์สินร้อยละ 79 ของประเทศ[156] มหาเศรษฐีไทย 50 ครอบครัวแรกมีมูลค่าทรัพย์สินรวมคิดเป็นร้อยละ 30 ของจีดีพีไทย[156]

ในปี 2559 ประเทศไทยมีคนยากจน 5.81 ล้านคน หรือร้อยละ 8.6 ของประชากร แต่หากนับรวม "คนเกือบจน" (near poor) ด้วยจะเพิ่มเป็น 11.6 ล้านคน หรือร้อยละ 17.2 ของประชากร[154]: 1  ในปี 2559 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือมีสัดส่วนคนจนร้อยละ 12.96, 12.35 และ 9.83 ของประชากรในแต่ละภาคตามลำดับ[154]: 2  ในปี 2560 มีผู้มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย (รายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี) เพื่อรับสวัสดิการจากรัฐเป็นจำนวน 14 ล้านคน[156] ปลายปี 2560 ประเทศไทยมีหนี้สินครัวเรือน 11.76 ล้านล้านบาท[121]: 5  ในปี 2553 ครัวเรือนที่มีปัญหาล้มละลาย (ทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สิน) คิดเป็นร้อยละ 3 ของครัวเรือนทั้งประเทศ[123]: 5  ในปี 2560 ครัวเรือนที่มีที่อยู่อาศัยถาวรคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.69 ของครัวเรือนทั้งประเทศ[121]: 36  ในปี 2559 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพประมาณการว่ามีคนไร้บ้านทั่วประเทศ 30,000 คน[157]

ปีพ.ศ. 2566 จำนวนผู้ที่ได้จับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนมีทั้งสิ้น 14.2 ล้านคน[158]

เกษตรกรรม

ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก

การพัฒนาการเกษตรตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1960 ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศ[159] ในพื้นที่ชนบท อาชีพเกษตรกรรมคิดเป็นกึ่งหนึ่งของการจ้างงาน[159] ในปี 2555 ประเทศไทยมีที่ดินเพาะปลูกได้ 165,600 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 32.3% ของพื้นที่ประเทศ[160] ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 55% ใช้ปลูกข้าว ในปี 2551 ประเทศไทยส่งข้าวออกราว 10 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 33% ของการค้าข้าวทั่วโลก[161] ข้าวเป็นพืชผลสำคัญสุดของประเทศ และประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งมาช้านาน จนประเทศอินเดียและเวียดนามแซงเมื่อไม่นานนี้[162]

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางรายใหญ่ที่สุดของโลก[163] คิดเป็นร้อยละ 40 ของยางธรรมชาติโลก[164] พืชที่มีมูลค่าการผลิตสูงสุดอื่น ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง เนื้อไก่ เนื้อหมู มะม่วง มังคุด ฝรั่ง สัปปะรด รวมทั้งพวกผลไม้เขตร้อน[160] กุ้ง ข้าวโพดและถั่วเหลือง[165] ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก และเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก[166] ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่สุดในอาเซียน[167]

อุตสาหกรรม

Women wearing gloves and masks on an assembly line
คนงานสายการผลิตในโรงงานในจังหวัดฉะเชิงเทรา

บริษัทเกือบทั้งหมดของไทย กว่า 2.7 ล้านวิสาหกิจ คิดเป็นร้อยละ 99.7 จัดเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในปี 2560 SME คิดเป็นการจ้างงานร้อยละ 80.3 ของการจ้างงานทั้งหมด (13 ล้านคน) ในปี 2556 สัดส่วนต่อจีดีพีของ SME อยู่ที่ร้อยละ 37.4 มีรายงานว่า SME ร้อยละ 70 ปิดกิจการภายใน "ไม่กี่ปี"[168]:47

อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นภาคส่งออกใหญ่สุดของไทย คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2557 การส่งออกดังกล่าวรวมมูลค่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีคนงานประมาณ 780,000 คนในปี 2558 คิดเป็นร้อยละ 12.2 ของการจ้างงานทั้งหมดในภาคการผลิต แต่ผู้ผลิตกำลังย้ายการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่าประเทศไทย[169] อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และใหญ่สุดเป็นอันดับที่ 9 ของโลก[170] โดยมีการจ้างงานประมาณ 417,000 ตำแหน่งในปี 2558 คิดเป็นร้อยละ 10 ของจีดีพีประเทศ[171]:12-13 คนงานกว่าร้อยละ 70 ในทั้งสองภาคมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียงานให้กับหุ่นยนต์[171]:39, xix

พลังงาน

โรงแยกแก๊สธรรมชาติของ ปตท. ที่จังหวัดระยอง

ประเทศไทยเป็นผู้นำน้ำมันและแก๊สธรรมชาติเข้าสุทธิ มีการผลิตและปริมาณสำรองน้ำมันน้อยและต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่เพื่อการบริโภค แม้ว่ามีปริมาณสำรองแก๊สธรรมชาติที่พิสูจน์แล้วขนาดใหญ่ แต่ยังต้องนำเข้าเพื่อให้เพียงพอกับอุปทานในประเทศ การบริโภคพลังงานหลักของประเทศไทยมาจากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ คิดเป็นกว่า 80% ของทั้งหมด ใน พ.ศ. 2553 ประเทศไทยบริโภคพลังงานจากน้ำมันมากที่สุด (39%) รองลงมาคือ แก๊สธรรมชาติ (31%) ชีวมวลและของเสีย (16%) และถ่านหิน (13%) ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากประเทศสิงคโปร์ เชื้อเพลิงดีเซลเป็นสัดส่วนหนึ่งในสามของผลิตภัณฑ์น้ำมัน และเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการขนส่ง[172] ในปี 2558 ประเทศไทยมีการนำเข้าซึ่งพลังงานขั้นต้นสุทธิเทียบเท่าน้ำมัน 1.253 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมีการซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาว และแก๊สธรรมชาติจากประเทศพม่า[173] ปัญหาราคาน้ำมันในไทยมีสาเหตุมาจากโครงสร้างราคาน้ำมันที่มีการเก็บภาษีและเงินเข้ากองทุนต่าง ๆ ถึง 35–60% ของราคาหน้าปั๊ม[174] การอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพที่แพงกว่าน้ำมันปกติ และการปล่อยให้เอกชนกำหนดค่ากลั่นน้ำมันได้เอง[175]

ในปี 2554 ประเทศไทยมีสมรรถภาพติดตั้งผลิตไฟฟ้าประมาณ 32.4 กิกะวัตต์ โดยผลิตจากแก๊สธรรมชาติมากที่สุด (71%) ประเทศไทยคิดสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์เพื่อลดการพึ่งพาแก๊สธรรมชาติ แต่หลังภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิในปีนั้น ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่เสนอถูกเลื่อนไปหลังปี 2569[172] ใน พ.ศ. 2565 มีการเปิดเผยว่าประเทศไทยมีพลังงานไฟฟ้าสำรองสูงถึง 40–60% แต่ค่าไฟฟ้ายังแพงอยู่เพราะมีค่าพร้อมจ่ายให้กับเอกชนที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจนเป็นภาระของผู้บริโภค[176]

ใน พ.ศ. 2561 รัฐบาลได้จัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทน พ.ศ. 2561–2580 เพื่อเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในประเทศเป็นเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ภายใน พ.ศ. 2580[177]

การขนส่ง

แผนที่ถนนในประเทศไทย

การขนส่งทางถนนเป็นภาคหลักของการขนส่งผู้โดยสารและค่าระวางในประเทศไทย[178]: 269  โดยคิดเป็นร้อยละ 85 และ 86 ของการขนส่งทางบกทั้งหมดตามลำดับ[179]: 25  ประเทศไทยมีทางหลวงความยาว 390,000 กิโลเมตร[180] และมีเครือข่ายถนน 462,133 สาย[181] เป็นเครือข่ายทางหลวง 51,776 กิโลเมตรที่เชื่อมภาคต่าง ๆ ของประเทศ มีทางด่วนสองเส้นทาง ซึ่งเชื่อมกรุงเทพมหานครกับเขตอุตสาหกรรมโดยรอบ รวมระยะทาง 150 กิโลเมตร[179]: 22  อุตสาหกรรมขนส่งค่าระวางในประเทศไทยอาศัยรถบรรทุกถึงร้อยละ 80[178]: 276  ในปี 2560 ประเทศไทยมียานพาหนะจดทะเบียน 37 ล้านคัน เป็นรถจักรยานยนต์ 20 ล้านคัน และมีที่ไม่ได้จดทะเบียนอีกหลายล้านคัน[181] ในปี 2555 ประเทศไทยมีอัตราเป็นเจ้าของยานพาหนะ 488 คันต่อประชากร 1,000 คน มากเป็นอันดับสองของอาเซียน[182]: 40  ในปี 2561 มีรถแท็กซี่ขึ้นทะเบียนทั่วประเทศ 80,647 คัน[183] และมีการดำเนินการรถตู้สาธารณะ 114 เส้นทางจากกรุงเทพมหานคร[184] ในปี 2559 ประเทศไทยเป็นประเทศที่การจราจรติดขัดมากที่สุดในโลก[185] สหประชาชาติจัดอันดับถนนในประเทศไทยว่าอันตรายสูงสุดเป็นอันดับสองของโลก โดยมียอดผู้เสียชีวิตจากยานพาหนะกว่า 30,000 คนต่อปี ซึ่งเป็นอัตราต่อหัวสูงสุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากประเทศลิเบีย[180]

ประเทศไทยมีรางรถไฟยาว 4,034 กิโลเมตร และการขนส่งสินค้าทางรางคิดเป็นร้อยละ 1.4 ของน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดในปี 2558[180] ในปี 2555 มีผู้โดยสารทางราง 41 ล้านคน[182]: 59  การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้ดำเนินการเส้นทางรางแห่งชาติของประเทศ ซึ่งถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพและไม่ยอมเปลี่ยนแปลง รถไฟมักช้าและอุปกรณ์ส่วนใหญ่เก่าและมีการบำรุงรักษาไม่ดี ความพยายามของรัฐบาลในการจัดโครงสร้างใหม่และโอนเป็นของเอกชนถูกสหภาพคัดค้านอย่างหนักตลอดมา[186][187] ในช่วงปีหลัง มีความพยายามก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง

สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ทำหน้าที่ปลายทางหลักสำหรับเส้นทางข้ามจังหวัด ในขณะที่สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ลาดกระบัง และสถานีรถไฟพหลโยธินเป็นสถานีหลักสำหรับขนส่งสินค้า การขนส่งระบบรางในกรุงเทพมหานครซึ่งรวมถึงการขนส่งทางไกล ประกอบด้วยระบบขนส่ง 4 ระบบในปัจจุบัน: รถไฟฟ้าบีทีเอสรถไฟฟ้ามหานครรถไฟฟ้าชานเมือง สายสีแดง และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แม้จะเคยมีโครงการพัฒนารถไฟฟ้ายกระดับ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าลาวาลิน และโครงการโฮปเวลล์แต่ถูกยกเลิกทั้งหมด ก่อนที่แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2537 และดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2538 จนถึงปัจจุบัน[188]

ประเทศไทยมีท่าอากาศยานพาณิชย์ 38 แห่ง[189]: 3  ในปี 2559 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารมากที่สุดของประเทศและเป็นอันดับที่ 20 ของโลก[190] ประเทศไทยมีทางน้ำในประเทศที่ใช้เดินเรือได้ 1,750 กิโลเมตร ประเทศไทยท่าเรือน้ำลึกระหว่างประเทศ 8 แห่ง[179]: 31  ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือน้ำลึกหลักของประเทศไทย ส่วนท่าเรือแม่น้ำมีทั้งหมด 132 แห่ง ซึ่งใช้สำหรับการขนส่งสินค้าขั้นต้นและสินค้าเกษตรเป็นหลัก[179]: 32 

การท่องเที่ยว

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุด

เศรษฐกิจไทยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 6% ของเศรษฐกิจในประเทศ ใน พ.ศ. 2562 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 39.8 ล้านคน แซงหน้าประเทศชั้นนำอย่างสหราชอาณาจักรและเยอรมนี[191] จำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากเดิมที่มีชาวต่างชาติ 336,000 ราย และทหารที่เข้ามาพัก 54,000 นายใน พ.ศ. 2510[192] ประเทศที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากที่สุด ได้แก่ จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและลาว[193]

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2522[194] นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีการจัดตั้งตำรวจท่องเที่ยวเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ[193]

ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก 6 แหล่ง ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และกลุ่มป่าแก่งกระจาน

ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลกในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2559[195] รายงานความสามารถแข่งขันการเดินทางและการท่องเที่ยวปี 2558 จัดอันดับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 35 จาก 141 ประเทศ โดยประเทศไทยมีคะแนนสูงในด้านทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐานบริการนักท่องเที่ยว แต่มีคะแนนต่ำในด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยและความมั่นคง[196]

นักท่องเที่ยวชาวเอเชียส่วนมากเดินทางมาประเทศไทยเพื่อมายังกรุงเทพมหานคร รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในบริเวณใกล้เคียง ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากชาติตะวันตกไม่เพียงแต่มาเยือนกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น มีจำนวนไม่น้อยที่เดินทางไปยังชายหาดและหมู่เกาะทางภาคใต้ ภาคเหนือเป็นจุดหมายปลายทางหลักสำหรับการเดินป่า และการทำกิจกรรมกับชนกลุ่มน้อย ภูมิภาคที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การค้าประเวณีและการท่องเที่ยวทางเพศถือเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ ประมาณการในปี 2546 ระบุมูลค่าไว้ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณร้อยละ 3 ของเศรษฐกิจ[197] เชื่อว่าเงินนักท่องเที่ยวอย่างน้อยร้อยละ 10 ใช้ค้าประเวณี[198] ประเทศไทยติดอันดับจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลกในด้านการใช้จ่าย ตามข้อมูลของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลกซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมากถึง 2.5 ล้านคนในปี 2561[199] และเป็นอันดับ 1 ในทวีปเอเชีย[200] โดยขึ้นชื่อในด้านการผ่าตัดแปลงเพศ และการทำศัลยกรรม โดยกว่า 90% ของนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพื่อจุดประสงค์ด้านการแพทย์ เคยเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศที่ประเทศไทย[201]

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ประเทศไทยจัดเป็นประเทศนวัตกรรมมากที่สุดอันดับที่ 45 ในดัชนีนวัตกรรมบลูมเบิร์ก พ.ศ. 2561[202] ใน พ.ศ. 2556 ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.5 ของจีดีพี เป็นรายจ่ายจากภาครัฐร้อยละ 51.3 และจากภาคเอกชนร้อยละ 48.7 รัฐบาลมีแผนใช้สิ่งจูงใจภาษีเพื่อเพิ่มการลงทุนของเอกชน[203]: 74  การวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยมีสัดส่วนงานวิจัยประยุกต์สูงกว่างานวิจัยพื้นฐานมาก ข้อมูลใน พ.ศ. 2552 พบว่าประเทศไทยมีนักวิจัย 38,500 คนหรือเทียบเท่าเต็มเวลา (FTE) 22,000 คน[203]: 74  ประเทศไทยมีจำนวนงานวิจัยตีพิมพ์มากเป็นอันดับสามในอาเซียน รองจากประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์[203]: 75  ใน พ.ศ. 2553 มีผู้ขอจดสิทธิบัตรในประเทศไทย 1,925 ฉบับ และมีการออกให้ 772 ฉบับ เกินครึ่งของผู้ขอจดสิทธิบัตรไม่ใช่พลเมือง และคิดเป็นกว่าร้อยละ 90 ของสิทธิบัตรที่ออกให้[203]: 75  ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ลงนามองค์การความร่วมมืออวกาศเอเชีย-แปซิฟิก (APSCO) ซึ่งมีประเทศจีนเป็นผู้นำ[203]: 79 

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทยก้าวหน้าอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2551 องค์กรส่งเสริมการวิจัยสำคัญอย่าง สวทช.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ช่วยประสานงานระหว่างมหาวิทยาลัยกับบริษัท อุตสาหกรรมการผลิตของไทยส่วนใหญ่พึ่งพาการผลิตท้องถิ่นของบริษัทต่างชาติ ทำให้มีผลลัพธ์การวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีน้อย[203]: 80 

จุดแข็งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยอยู่ในสายอาหาร-เทคโนโลยีชีวภาพ-ชีววิทยาศาสตร์-เกษตรศาสตร์ เทคโนโลยีพลังงาน และการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์[204]: 103 

ประชากรศาสตร์

ประชากร

ประชากรไทย
ปีประชากร±%
24538,131,247—    
24629,207,355+13.2%
247211,506,207+25.0%
248014,464,105+25.7%
249017,442,689+20.6%
250326,257,916+50.5%
251334,397,371+31.0%
252344,824,540+30.3%
253354,548,530+21.7%
254360,916,441+11.7%
255365,926,261+8.2%
แหล่งที่มา: [1] สำนักงานสถิติแห่งชาติ

กระทรวงมหาดไทยประมาณว่า ประเทศไทยมีประชากร 69,183,173 คน[205] ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 20 ของโลก แต่คาดว่าประชากรจะลดลงก่อนปี 2563[206]: i  ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อัตราเจริญพันธุ์ลดลงเร็วที่สุดในโลก ระหว่างปี 2513 ถึง 2533 อัตราเจริญพันธุ์ระหว่างประเทศลดลงจาก 5.5 เหลือ 2.2 สาเหตุจากการคุมกำเนิด ขนาดครอบครัวที่ปรารถนาลดลง สัดส่วนผู้สมรสลดลง และการสมรสช้า[206]: i  ในปี 2552 อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยอยู่ที่ 1.5[206]: 4  ในปี 2553 อัตราการเกิดอย่างหยาบอยู่ที่ 13 ต่อ 1,000[206]: 31  คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ภายในปี 2573[206]: 32  จำนวนประชากรในวัยทำงานทั้งหมดจะเริ่มลดลงหลังปี 2563[206]: 7 

จำนวนการเกิดของวัยรุ่นสูงขึ้น โดยสถิติหญิงอายุ 15–19 ปีที่เคยสมรสในปี 2553 มีประมาณ 330,000 คน[206]: 28  และในปี 2552 มีจำนวนการเกิดจากแม่อายุไม่เกิน 19 ปีจำนวน 765,000 คน[206]: 31  ในปี 2549–2552 มีการทำแท้งชักนำเกิน 60,000 คนต่อปี[206]: 28 

ประเทศไทยถือว่ามีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ราวร้อยละ 75–95 ของประชากรเป็นชาติพันธุ์ไท ซึ่งรวมสี่ภูมิภาคหลัก คือ ไทยกลางร้อยละ 30 อีสานหรือลาวร้อยละ 22 ล้านนาร้อยละ 9 และใต้ร้อยละ 7 และมีไทยเชื้อสายจีนร้อยละ 14 ของประชากร ที่เหลือเป็นไทยเชื้อสายมลายู ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวเขาหลายเผ่า ไทยที่มีบรรพบุรุษจีนบางส่วนมีถึง ร้อยละ 40 ของประชากร[207] ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่รัฐบาลรับรอง 62 กลุ่ม[208] ทั้งนี้ ไทยเชื้อสายจีนจัดเป็นชนชั้นอภิชนของไทย และเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ[209]: 179–83 

ในปี 2553 ประเทศไทยมีการมีลักษณะแบบเมืองร้อยละ 34 ซึ่งต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีเครื่องชี้ภาวะการพัฒนาพอ ๆ กัน[206]: 14  การเคลื่อนย้ายของประชากรส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราวตามฤดูกาล[206]: 14  กรุงเทพมหานครเป็นตัวอย่างสุดโต่งของความเป็นเอกนคร (urban primacy) โดยในปี 2536 กรุงเทพมหานครมีประชากรมากกว่านครใหญ่ที่สุดสามอันดับถัดมารวมกันระหว่าง 7.5 ถึง 11 เท่า[206]: 14  ผู้ย้ายออกชาวไทยส่วนมากเป็นลูกจ้างทักษะต่ำ โดยเดินทางไปประเทศปลายทางเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้อยลง แต่ตะวันออกกลางและประเทศตะวันตกเพิ่มขึ้น[206]: ix  เมื่อปลายปี 2550 มีประมาณการว่าคนต่างด้าวที่อาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทยมี 2.8 ล้านคน ซึ่งจำนวนนี้รวมผู้มีใบอนุญาตทำงานในประเทศ นักเรียนนักศึกษา ผู้มีคู่สมรสชาวไทยและผู้ตั้งถิ่นฐานหลังเกษียณ ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่อยู่เกินวีซ่า[206]: ix 

เมื่อปี 2553 ในประชากรอายุมากกว่า 13 ปี มีผู้สมรส 38,001,676 คน หม้าย 3,833,699 คน หย่า 670,030 คน และไม่เคยสมรส 16,957,651 คน[210]

นครใหญ่

ศาสนา

ศาสนาในประเทศไทย[212]
ศาสนา%
พุทธ
  
94.6%
อิสลาม
  
4.2%
คริสต์
  
1.1%
อื่น ๆ
  
0.1%
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไม่ระบุศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ รัฐธรรมนูญรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนาของพลเมืองไทยทุกคน แต่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท กฎหมายห้ามกล่าวหมิ่นประมาทศาสนาพุทธรวมถึงพระสงฆ์ และคุ้มครองศาสนสถานและศาสนพิธีของศาสนาอื่น[213] ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติว่า "รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท [...] และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด" ในช่วงปีหลังมีการเรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แม้ว่าประเทศไทยไม่มีรายงานการละเมิดทางสังคมหรือการเลือกปฏิบัติจากศาสนา[214] แต่กฎหมายไทยบางส่วนได้รับอิทธิพลจากความเชื่อแบบพุทธ เช่น การงดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลในวันหยุดทางศาสนา[215]

กฎหมายรับรองห้ากลุ่มศาสนาหลัก ได้แก่ พุทธ อิสลาม คริสต์ ฮินดูและซิกข์[216] การสำรวจของเครือข่ายอิสระทั่วโลก/สมาคมแกลลัประหว่างประเทศ (WIN/GIA) ในปี 2560 พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่นับถือศาสนามากที่สุดในโลก โดยมีผู้ระบุตนว่าเป็นศาสนิกชนร้อยละ 98 ไม่เป็นศาสนิกชนร้อยละ 1 และผู้เชื่ออเทวนิยมอีกร้อยละ 1[217]

ตามสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2557 ประชากรไทยนับถือศาสนาพุทธ ประมาณร้อยละ 94.6[212] ส่วนใหญ่นับถือนิกายเถรวาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทยโดยพฤตินัย ทั้งนี้ ประเทศไทยถือได้ว่ามีผู้นับถือศาสนาพุทธมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากประเทศจีน[218] ในปี 2559 ประเทศไทยมีวัดทั้งสิ้น 40,580 วัด[219] มีพระสงฆ์ 33,749 รูป และสามเณร 6,708 รูปทั่วประเทศ[220] นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่าศาสนาพุทธเข้าสู่ประเทศไทยจากอินเดียในรัชกาลพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะในช่วงคริสต์สหัสวรรษที่ 1[221]: 157  ศาสนาที่มีจำนวนผู้นับถือรองลงมา ได้แก่ ศาสนาอิสลาม มีผู้นับถือประมาณร้อยละ 4.2[212] เป็นนิกายซุนนีร้อยละ 99[222] มุสลิมอาศัยอยู่ในจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลาและสตูล มากที่สุด[222] แต่มุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คิดเป็นเพียงร้อยละ 18 ของมุสลิมในประเทศไทย[222] ทั่วประเทศมีมัสยิด 3,943 แห่ง[223] มุสลิมในประเทศไทยส่วนใหญ่มีเชื้อสายมลายู ซึ่งสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกับประเทศมาเลเซีย[222] เชื่อว่ามีการเผยแผ่ศาสนาอิสลามสู่คาบสมุทรมลายูโดยพ่อค้าอาหรับในคริสต์ศตวรรษที่ 13[222] มีชาวไทยนับถือศาสนาคริสต์ประมาณร้อยละ 1.1[212] ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54.56) นับถือนิกายโปรเตสแตนต์[เชิงอรรถ 2] ศาสนาคริสต์เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อมิชชันนารีชาวโปรตุเกสจากมะละกาเข้ามาเผยแผ่ศาสนา[224] นอกจากนี้ ยังมีผู้นับถือศาสนาอื่นอีก เช่น ศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข์ ศาสนายูดาห์ ศาสนาบาไฮ รวมประมาณร้อยละ 0.1[212] ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนพอสมควรยังคงถือศาสนาของชาติพันธุ์จีน รวมทั้งเต๋า ขงจื๊อ และศาสนาพื้นบ้านจีน (เช่น อนุตตรธรรมและเต๋อเจี่ยฮุ่ย) ศาสนาเหล่านี้ไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และในการศึกษาทางสถิตินับสาวกเป็นพุทธเถรวาท[225] สำหรับประชาคมชาวยิวนั้น มีประวัติยาวนานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17

ภาษา

แผนที่ชาติพันธุ์ภาษาในประเทศไทย ปี 2517

ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาทางการ เป็นภาษาหลักที่ใช้ติดต่อสื่อสาร การศึกษาและเป็นภาษาพูดที่ใช้กันทั่วประเทศ โดยใช้อักษรไทยเป็นรูปแบบมาตรฐานในการเขียน นอกเหนือจากภาษาไทยกลางแล้ว ภาษาไทยสำเนียงอื่นยังมีการใช้งานในแต่ละภูมิภาคเช่น ภาษาไทยถิ่นเหนือ ถิ่นใต้ และถิ่นอีสาน รัฐบาลรับรอง 5 ตระกูลภาษา 62 ภาษาในประเทศไทย

นอกเหนือจากภาษาไทยแล้ว ในประเทศไทยยังมีการใช้ภาษาของชนกลุ่มน้อยเช่น ภาษาจีนโดยเฉพาะสำเนียงแต้จิ๋ว ภาษาลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งบางครั้งนิยามว่าภาษาลาวสำเนียงไทย ภาษามลายูปัตตานีทางภาคใต้ นอกจากนี้ก็มีภาษาอื่นเช่น ภาษากวย ภาษากะยาตะวันออก ภาษาพวน ภาษาไทลื้อ ภาษาไทใหญ่ รวมไปถึงภาษาที่ใช้กันในชนเผ่าภูเขา ประกอบด้วยตระกูลภาษามอญ-เขมร เช่น ภาษามอญ ภาษาเขมร ภาษาเวียดนาม และภาษามลาบรีตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน เช่น ภาษาจามตระกูลภาษาจีน-ทิเบต เช่น ภาษาม้ง ภาษากะเหรี่ยง และภาษาไตอื่น ๆ เช่น ภาษาผู้ไท ภาษาแสก เป็นต้น

ประชากรอายุเกิน 5 ปีแบ่งตามภาษา
(นับเฉพาะที่มีผู้พูดเกิน 1 แสนคน)
สถิติสหประชาชาติปี 2543[226]
ภาษาจำนวนผู้พูด (คน)
ภาษาไทย52,325,037
ภาษาเขมร1,291,024
ภาษามลายู1,202,911
ภาษากะเหรี่ยง317,968
ภาษาจีน231,350
ภาษาม้ง112,686

การศึกษา

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย สถาปนาเมื่อปี 2459

การศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ปี 2464[227]: 104  กฎหมายกำหนดให้รัฐบาลจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแบบให้เปล่าแก่ประชาชนเป็นเวลา 12 ปี ส่วนการศึกษาภาคบังคับกำหนดไว้ 9 ปี (ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3) ในปีการศึกษา 2555 มีผู้เรียนในและนอกระบบโรงเรียน 16,376,906 คน แบ่งเป็นในระบบ 13,931,095 คน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 2,445,811 คน นักเรียน นิสิต นักศึกษาในระบบโรงเรียนมีสัดส่วนในสถานศึกษารัฐบาลมากกว่าเอกชน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีสถาบันการศึกษาเอกชนอยู่จำนวนมาก โดยมีโรงเรียนนานาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในชาติอาเซียน[228]

ผู้เรียนร้อยละ 99 สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 85 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น[229] ประมาณร้อยละ 75 เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย[230]:46 สำหรับนักเรียนทุก 100 คนในโรงเรียนประถม มี 85.6 คนศึกษาต่อระดับ ม. 1; 79.6 คนศึกษาต่อถึงชั้น ม. 3 และเพียง 54.8 คนศึกษาต่อถึงระดับ ม. 6 หรือสถาบันอาชีวะ[231] ประเทศไทยยังคงเป็นไม่กี่ประเทศที่ยังมีการกำหนดให้แต่งเครื่องแบบจนถึงระดับมหาวิทยาลัย การเรียกร้องให้ยกเลิกเครื่องแบบยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมปัจจุบัน

อัตรารู้หนังสือของไทยอยู่ที่ร้อยละ 93.5[232] แม้ว่ามหาวิทยาลัยของไทย 5 แห่งติดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยดีที่สุดในทวีปเอเชีย[233] และในปีงบประมาณ 2556 งบประมาณการศึกษาไทยเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.9 ของจีดีพี และร้อยละ 20.6 ของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมากเป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน แต่คุณภาพการศึกษาไทยถูกวิจารณ์อยู่เนือง ๆ รูปแบบการสอนยังคงเน้นการท่องจำมากกว่าให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างบ่อยครั้ง เช่นเดียวกับเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เป็นประเด็นถกเถียงกันมาหลายปี สภาเศรษฐกิจโลกจัดให้คุณภาพการศึกษาของไทยต่ำสุดใน 8 ประเทศอาเซียนที่พิจารณา[234] ในปี 2563 ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 89 จาก 100 ประเทศในเรื่องความสามารถภาษาอังกฤษ[235] นักเรียนไทยกว่าครึ่งในโรงเรียนไม่ได้ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อความสำเร็จของตนและการพัฒนาประเทศ ยูเนสโกและโออีซีดีแนะนำให้ประเทศไทยมีการทบทวนหลักสูตร เพิ่มการกวดขันกระบวนการพัฒนาการทดสอบมาตรฐาน ให้ครูใช้ยุทธศาสตร์การสอนและประเมินผลที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งเพิ่มเวลาสอนและลดหน้าที่บริหาร[236]: 15–16  โรงเรียนกวดวิชาได้รับความนิยมอย่างมากโดยเฉพาะในการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

ในการสำรวจเด็กไทย 72,780 คนระหว่างเดือนธันวาคม 2553 ถึงมกราคม 2554 ในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียนชาวไทยมีระดับเชาวน์ปัญญาเฉลี่ย 98.53 (ค่ามัธยฐาน 100) นายแพทย์ อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต ว่า ไม่ควรโทษระบบการศึกษาไทยว่าทำให้เยาวชนไทยมีเชาวน์ปัญญาต่ำ เพราะสาเหตุหลักเกิดจากการพร่องไอโอดีน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอย่างขาดความอบอุ่นในครอบครัว ถูกแยกจากธรรมชาติและอาหารไม่เหมาะสม[237] ผลการศึกษาล่าสุดเสนอว่าความบกพร่องทางสติปัญญาในพื้นที่ชนบทบางแห่งอาจสูงถึงร้อยละ 10[238] สถานที่เกิดเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการทำนายความสำเร็จทางการศึกษาในประเทศไทย นักเรียนจากครอบครัวยากจนในพื้นที่ทุรกันดารมีการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพต่ำกว่านักเรียนในเมือง[229] คาดว่าเกิดจากการจัดสรรทรัพยากรศึกษาอย่างไม่เท่าเทียม การฝึกครูที่อ่อน ความยากจน และการไม่รู้ภาษาไทยกลางในกรณีของชนกลุ่มน้อย[239][240][241]

ถึงแม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะประกาศว่าโรงเรียนกว่า 27,000 แห่งมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในโรงเรียน[242] แต่โครงสร้างของประเทศยังไม่พร้อมสำหรับการเรียนการสอนทางไกล เพราะโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลยังได้รับผลกระทบหลังมาตรการงดการเรียนการสอนในชั้นเรียนระหว่างการระบาดของโควิด-19[243]

ประเทศไทยเป็นจุดหมายการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาใหญ่สุดอันดับสามของอาเซียน โดยมีนักศึกษาต่างชาติกว่า 20,000 คนในปี 2555 ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน พม่า กัมพูชาและเวียดนาม[244]

Komentar

Postingan populer dari blog ini

한국

  위키백과, 우리 모두의 백과사전.  다른 뜻에 대해서는  대한민국 (동음이의)  문 서를 참고하십시오.   남한 은 여기로 연결됩니다. 중국 오대십국 시대 10국 중 하나에 대해서는  남한 (십국)  문서를 참고하십시오. 대한민국 국기 국장 국새 국가 애국가   길이: 58초. 0:58 수도 서울   북위 37° 34′ 08″   동경 126° 58′ 36″ 서울 대한민국(대한민국) 정치 정치체제 단일 국가 ,  단원제 ,  공화제 ,  대통령제 대통령 국회의장 대법원장 헌법재판소장 국무총리 이재명 우원식 조희대 김상환 김민석 입법부 대한민국 국회 집권여당 더불어민주당 역사    •  독립 선언 1919년   3월 1일  •  임시정부  수립 1919년   4월 11일  •  광복 1945년   8월 15일  •  헌법 제정 1948년   7월 17일  •  제1공화국  수립 1948년   8월 15일  •  4.19 혁명 1960년   4월 19일  •  제6공화국  수립 1988년   2월 25일 지리 면적 100,432  km 2  ( 107 위 ) 내수면 비율 0.3 % 시간대 KST  ( UTC +09:00) DST 없음 인문 공용어 한국어 ,  한국 수어 공용문자 한글 데모님 한국인 민족 한민족  95.1% 기타 4.9% 인구 2025년  어림 51,169,148명 [ 1 ]  (28위) 인구 밀도 509.5명/km 2  ( 15위 ) 경제 GDP ( PPP ) 2025년 어림값  • 전체  $3조 3,650억 [ 2...

中华

  Tiongkok   , dengan nama resmi   Republik Rakyat Tiongkok   ( RRT ) atau   Republik Rakyat China   ( RRC ), [ a ]   adalah sebuah negara yang terletak di   Asia Timur   yang beribu kota di   Beijing . [ 14 ]   Negara ini memiliki jumlah penduduk   terbanyak ke-dua di dunia   (sekitar 1,4 miliar jiwa) dan luas wilayah 9,69 juta kilometer persegi, menjadikannya negara   ke-tiga terbesar   di dunia. [ 15 ]   Negara ini didirikan pada tahun   1949   setelah berakhirnya   Perang Saudara Tiongkok , dan sejak saat itu dipimpin oleh sebuah   partai   tunggal, yaitu   Partai Komunis Tiongkok   (PKT). [ 16 ]   Sekalipun sering kali dilihat sebagai   negara komunis , kebanyakan ekonomi republik ini telah   diswastakan   sejak tahun 1980-an. Walau bagaimanapun, pemerintah masih mengawasi ekonominya secara politik terutama dengan perusahaan-perusahaan milik pemerin...